• ไทย
  • English
  • ไทย
  • English
  • วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
         
    Slider

    สบส.อ้างยังไม่พบผิด 4 คลินิกเอี่ยวถังอสุจิ?

    [post_view]

    วันที่ 21 เม.ย.60-ความคืบหน้ากรณีที่ศุลกากรหนองคาย จับกุมนายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ พร้อมของกลางคือถังไนโตรเจน 1 ถัง ภายในบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด เป็นอสุจิของชาวจีน และชาวเวียดนาม โดยจับกุมได้ขณะกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ ณ ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว จ.หนองคาย ช่วงประมาณ 09.00 น. วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมาโดยทางศุลกากรได้เปรียบเทียบปรับนายนิธินนทน์ 200,000 บาท แล้วปล่อยตัวไป เสร็จสิ้นคดีของศุลกากร แต่ยังเหลือคดีความผิดทางสาธารณสุขอยู่นั้น


    เมื่อเวลา 11.30 น. นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส.และฝ่ายกฎหมาย สบส.เข้าตรวจสอบคลินิก 2 แห่ง ย่านเพลินจิตและเขตปทุมวัน ซึ่งทั้ง 2 แห่ง ถูกอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนถังไนโตรเจนบรรจุอสุจิที่จ.หนองคาย เพื่อข้ามไปยังอีกประเทศ จนเกิดการจับกุมชายที่รับจ้างขนย้ายที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว อ.เมืองหนองคาย


    นพ.ธงชัย กล่าวว่า จากกรณีการตรวจจับที่จ.หนองคายนั้น ได้มีการกล่าวอ้างถึงชื่อคลินิกทั้ง 4 แห่ง ซึ่งสบส.ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบมาตรฐาน แต่ไม่ได้เข้าจับกุม เนื่องจากยังไม่พบความผิด อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบคลินิกย่านเพลินจิตนั้น ได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องและมีมาตรฐานในการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ ส่วนประเด็นว่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีตรวจจับที่จ.หนองคายหรือไม่นั้นขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีการเชื่อมโยงกันแต่อย่างใด และจากการหารือกับแพทย์ที่ประจำคลินิกแห่งนี้ แจ้งว่า เบื้องต้นได้แจ้งความทางผู้กล่าวอ้างถึงคลินิก โดยยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้


    "สบส. จะลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิกทั้งหมด 70 แห่งที่มีศักยภาพในการทำการผสมเทียม การจัดเก็บน้ำเชื้อ ซึ่งจะตรวจสอบมาตรฐานทั้งหมด"


    ผู้สื่อข่าวถามถามว่า จากข่าวการเข้าตรวจสอบคลินิกเหล่านี้จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายหลักฐานที่อาจเชื่อมโยงกันหรือไม่ นพ.ธงชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะหลักฐานทั้งหมดจะอยู่ที่จ.หนองคาย และต้องรอการตรวจสอบถังไนโตรเจนว่า บรรจุเชื้ออสุจิ หรือเป็นไข่ หรือเป็นตัวอ่อนก่อน ทราบว่าจ.หนองคายส่งต่อไปยังพื้นที่จ.ขอนแก่น เนื่องจากมีศักยภาพในการตรวจสอบ และเมื่อได้ข้อมูลแล้วจะส่งมายัง สบส. เพื่อทำการขยายผลต่อไปว่า เกี่ยวข้องกับคลินิกแห่งใดบ้าง


    นพ.ธงชัย กล่าวว่า "เมื่อทราบข้อมูลหลักฐานทั้งหมดแล้ว  สบส.จะมีอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบได้ว่า หลักฐานเชื่อมโยงไปยังคลินิกหรือหน่วยบริการทางการแพทย์ใดบ้างหรือไม่ หากเกี่ยวข้องก็สามารถตรวจจับได้ รวมทั้งกรณีที่เกิดขึ้นมีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่เรียกว่า" คุณยู "   เราต้องมาตรวจสอบว่าเป็นตัวแทนในการจัดส่งเรื่องนี้หรือไม่ หรือเป็นเอเจนซี่ ซึ่งหากใช่จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มีโทษจำคุก 5 ปีหรือปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีโทษสูง" 


    นพ.ธงชัย กล่าวว่า ส่วนสถานพยาบาล หรือคลินิกหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่การเคลื่อนย้ายถังไนโตรเจนบรรจุอสุจิ เพื่อนำไปทำอุ้มบุญยังต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายเข้มงวด นพ.ธงชัย กล่าวว่า" มีความเป็นไปได้ แต่กฎหมายระบุไว้แล้วว่า ไม่สามารถนำไข่ อสุจิ หรือตัวอ่อนออกนอกประเทศ เพราะหากตรวจจับได้ที่ด่าน เหมือนกรณีจ.หนองคายถือว่าผิด แต่หากข้ามไปยังประเทศปลายทางแล้ว จะไม่สามารถดำเนินคดีได้"    เมื่อถามว่าเพราะเหตุใดจึงต้องนำอสุจิไปทำอุ้มบุญที่ต่างประเทศ นพ.ธงชัย กล่าวว่า อาจเพราะไทยมีศักยภาพในเรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และขณะนี้เราก็ยังไม่ทราบว่า กรณีนี้เป็นการนำอสุจิไปทำอุ้มบุญจริงหรือไม่ เพราะยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ถังไนโตรเจนเป็นเชื้ออสุจิ


    ด้าน ทพ.อาคม กล่าวว่า ขณะนี้ต้องรอหลักฐานจากพื้นที่ก่อนว่า ตกลงเป็นเชื้ออสุจิหรือเป็นอะไร ซึ่งต้องรอจ.ขอนแก่นตรวจสอบก่อน จากนั้นจะส่งมายัง สบส. เพื่อตรวจสอบหาต้นทางที่ส่งไป โดยดูได้จากโอพีดีการ์ด ซึ่งจะระบุชื่อเจ้าของ และคลินิกที่เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้ทราบได้และเข้าไปตรวจสอบเพื่อดำเนินการต่อไปได้


    ความคืบหน้าเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.หนองคายว่า นายแพทย์ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ รองนายแพทย์สาธารณสุขจ.หนองคาย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจ.หนองคายจะส่งถังไนโตรเจนไปตรวจที่โรงพยาบาลขอนแก่น  จ.ขอนเเก่น เนื่องจากโรงพยาบาลหนองคายไม่มีเครื่องละลายไนโตรเจนจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งสาธารณสุขหนองคายจะส่งไปภายในวันนี้ คาดว่าจะสามารถทราบผลการตรวจว่าภายในนั้นเป็นอสุจิ ไข่ หรือ ตัวอ่อน หลังจากนั้นจะได้แจ้งเรื่องให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขทราบเพื่อพิจารณาว่าจะให้สาธารณสุขจ.หนองคายเป็นผู้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับนายนิธินนทน์  


    "ในส่วนของทางการลาวน่าจะไม่มีกฎหมายในการควบคุมการทำอุ้มบุญ แต่ความผิดที่ชัดเจนคือด้านศุลกากรในการลักลอบนำเข้าส่งออกสิ่งของเข้าประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นการเก็บอสุจิตั้งแต่เดือนม.ค.เพื่อนำไปทำอะไรบางอย่างสำหรับผู้ที่มีบุตรยาก หรือจะเป็นการทำเชิงธุรกิจก็เป็นไปได้ ต้องตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนสถานประกอบการก็ต้องดูว่าได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตมีใบประกอบโรคถูกต้องหรือไม่ ในลักษณะนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นการทำเพื่อการค้า เพราะผู้ต้องหารับสารภาพกับทางศุลกากรว่าเป็นการรับจ้าง เรื่องนี้เป็นที่น่าสนใจเพราะประเทศไทยมีกฎหมาย พ.ร.บ. อุ้มบุญ ควบคุม อาจเป็นเรื่องยากในการทำในประเทศไทย อาจมีความพยายามไปทำในประเทศเพื่อนบ้านแทน และหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับสาธารณสุขนครหลวงเวียงจันทน์ถึงมาตรการป้องกันร่วมกันระหว่างสองประเทศด้วย"

                    
    ด้านนายนิมิตร แสงอำไพ นายด่านศุลกากรหนองคาย กล่าวว่า ตอนนี้ได้กระจายข่าวไปตามด่านศุลกากรชายแดนทั่วประเทศเพื่อให้รับทราบพฤติกรรมและเฝ้าระวัง หากขบวนการนี้ไม่หยุดกลัวว่าจะมีการเปลี่ยนเส้นทางการลักลอบทำผิด ซึ่งนายนิธินนทน์ น่าจะทราบการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำสะพานด้วยว่า   ที่ด่านขาออกนอกประเทศไม่มีเครื่องเอ็กซเรย์และไม่ค่อยเข้มงวดเหมือนขาเข้าประเทศที่ตรวจหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดสิ่งผิดกฎหมายและสินค้าลักลอบภาษีศุลกากร 


    "เมื่อสองเดือนที่ผ่านมานายนิธินนทน์จะเดินทางจากกรุงเทพมาด่านสะพานด้วยรถโดยสาร และเคยถูกเรียกตรวจค้น1ครั้งแต่ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่พบเพียงถังไนโตรเจนเปล่า หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าจะระวังตัวขึ้นเพราะไม่นั่งรถโดยสารเหมือนเดิมแต่เรียกรถแท็กซี่แทนก็อาจทำให้หลุดรอดการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่มีข้อมูลมากพอสมควรนำมาซึ่งการจับกุมได้ในที่สุด  ซึ่งการดำเนินการตาม พรบ.อุ้มบุญ พ.ศ.2558 มีโทษเบากว่า พ.ร.บ.ศุลกากร ซึ่งจำคุก 10 ปี ปรับ 4 เท่าของมูลค่าของ แม้ในครั้งนี้จะเป็นอสุจิซึ่งประเมินราคาได้ยาก ซึ่งศุลกากรปรับ 200,000 บาท จำนวนเงินไม่สำคัญเท่ากับการได้เผยแพร่ข้อมูลขบวนการนี้ให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูล กระตุ้นเตือนให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยตามแนวชายแดนได้เฝ้าระวังนั้นสำคัญกว่า"


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกัน นายด่านศุลกากรหนองคายได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่สปป.ลาว เพื่อทราบข้อมูล  โดยทางสปป.ลาวตกใจว่ามีขบวนการเหล่านี้ และจะนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาแก้กฎหมาย เพราะขณะนี้สปป.ลาวไม่มีกฎหมายควบคุมการกระทำเช่นนี้ แต่เป็นความผิดของศุลกากรทั้งไทยและสปป.ลาวเช่นกัน โดยไทยยินดีให้ข้อมูลร่วมด้วย


    Comments

    THEN