ข่าว คลุกวงในการเมืองไทย คอลัมน์

ไม่เกินสัปดาห์หน้าได้คำตอบ ปชป. ร่วม-ไม่ร่วม รัฐบาล “บิ๊กตู่”

พลันที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ได้รับโหวตเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ คำถามข้อต่อไปว่า ปชป.จะก้าวเดินไปทางไหน ระหว่างร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ หนุน “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ หรือจะถอยกลับไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ดูยิ่งดังระงม อยากจะได้คำตอบที่ชัดเจน

เนื่องจากคนในปชป.ต่างทราบกันดีว่า นายจุรินทร์เป็นเสมือนศิษย์ก้นกุฏินายชวน หลีกภัย แทบจะถอดแบบแนวทางทางการเมืองมาจากนายชวน และยังถูกมองว่าเป็นผู้ชิงหัวหน้าพรรคในสายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า นอกจากจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังไม่สนับสนุน “บิ๊กตู่”เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

นำมาซึ่งข้ออ้างของอีกฝ่ายในปชป. ที่หยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุเป็นผลหลักของความพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งส.ส. 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ว่าเพราะแฟนคลับส่วนมากของปชป.ต้องการให้หนุน “บิ๊กตู่”เป็นนายกฯต่างหาก

“อีกฝ่าย”ในที่นี้  ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดอีกเช่นกันว่า เป็นกลุ่มนักการเมืองที่อยู่ในกลุ่มแกนนำ กปปส.เดิม และมีแนวทางสอดคล้องกับ “ลุงกำนัน”นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ต้องการหนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯสมัยที่ 2

แต่ความพยายามหลายหนก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ รวมทั้งหลังสุด ชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค เมื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หนึ่งในผู้ชิงตำแหน่งได้ผลโหวตตามมาเป็นอันดับ 2 แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนกรานปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ได้ลงชิงตำแหน่งนี้ โดยมีใครหรือกลุ่มไหนหนุนหลังก็ตามที

หากดูจากผลโหวต จะสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ในระดับหนึ่งว่า ไม่แคล้วได้รับแรงหนุนจากกลุ่มแกนนำจาก กปปส.จริง ไม่ว่าจะได้เสียงหนุนจากส.ส.มากถึง 20 คนจากทั้งหมด 52 คน คิดเป็นสัดส่วน ถึง 26.9% จากสัดส่วนผลโหวตทั้งหมด 70% และยังได้เสียงหนุนอีกจาก 18 กลุ่มที่เป็นโหวตเตอร์มากถึง 82 คน  จากทั้งหมด 239 คน ทำให้ผลโหวตรวมคิดเป็น 37.21% แพ้นายจุรินทร์ ที่ได้ผลโหวตรวม 50.59% ไม่ได้ถึงขั้นที่เรียกว่า “ขาดลอยหายห่วง”

เมื่อนายจุรินทร์เป็นฝ่ายชนะ ทำให้ฝ่ายกองเชียร์ที่หวังลุ้นให้ปชป. ไปจับมือร่วมตั้งรัฐบาลกับ “บิ๊กตู่” ต้องไปลุ้นกันอีกรอบ เนื่องจากหากไปประเมินจากท่าทีและคำพูดของนายชวน รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ในช่วงที่ผ่านมา ดูจะออกไปในทำนองไม่หนุนพล.อ.ประยุทธ์เสียมากกว่า

แม้ว่าคนวงในพรรคส่วนหนึ่ง จะมั่นอกมั่นใจว่า ถึงอย่างไรปชป.ก็ต้องเลือกแนวทางหนุนพลังประชารัฐ เนื่องจากปัจจัยและสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ บีบให้ปชป.ไม่มีทางเลือกมากนัก โดยเฉพาะหากหวังจะมีผลงานที่โดดเด่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์กับพรรค เพื่อความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งอาจมีเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็น คือภายใน 1-2 ปีนี้ เนื่องจากคะแนนเสียงหนุนรัฐบาล “บิ๊กตู่” สมัยที่ 2 จะอยู่ในสถานะ “ปริ่มน้ำ” สุ่มเสี่ยงที่จะสะดุดขาตนเองได้ทุกเมื่อ

เหตุผลสำคัญอีกประการ หากปชป.เลือกไม่หนุน “บิ๊กตู่” คือเสียงส.ส.ฝ่ายพรรคพลังประชาชารัฐ จะไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ ซึ่งอาจนำไปสู่การถอนตัวเพื่อไม่ให้เปลืองตัวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย นอกจากนี้ ยังจะส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคอื่นๆ หรือทั้ง 2 ขั้ว ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเสียงสนับสนุนไม่พอ และหากขั้นตอนต่อไปต้องเลือกใช้บริการ “นายกฯคนนอก” พรรคปชป. ก็จะอาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากรัฐบาลนายกฯคนนอกอยู่ดี

หรือกรณีนายกฯคนนอกสะดุด ตั้งไม่ได้ รัฐบาลปัจจุบันของพล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้เรื่อยๆ เพียงแค่คัดเลือกรัฐมนตรีเข้าไปเสริมจากที่เหลืออยู่ 15 คน ซึ่งแนวทางนี้ ปชป. ก็ไม่สามารถจะผลักดันนโยบายของพรรคออกไปสู่ปฏิบัติเพื่อสร้างผลงานและกอบกู้ภาพพจน์ของพรรคให้กลับมาได้อีกเช่นเดียวกัน

ประเมินจากข้อดีข้อเสียแล้ว โจทย์สำคัญจึงน่าจะอยู่ที่เงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ เสียมากกว่า ด้านหนึ่งเพื่อนำไปใช้เป็นเหตุผลอธิบายต่อแฟนพันธุ์แท้ 3.9 ล้านเสียงที่ยังหลงเหลืออยู่เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อการปรับเปลี่ยนท่าทีการไปร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ หนุน “บิ๊กตู่” และเพื่อหา “ทางลง”ให้กับระดับอาวุโสในพรรคที่เคยประกาศ ไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์

ทั้งนี้ เงื่อนไขที่ว่า ต้องมีมากกว่าโควตารัฐมนตรี หรือตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ที่แกนนำระดับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และส.ส.ทั้ง 52 คน ต้องร่วมกันกำหนด อาทิ พร้อมให้ตรวจสอบความโปร่งใสในทุกโครงการที่ถูกสังคมตั้งเป็นโจทย์คำถาม รวมถึงสะสางเรื่องต่างๆที่ยังค้างคาใจประชาชน โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ภาพพจน์การเป็น “ตัวถ่วง”ของรัฐบาลตั้งแต่สมัยแรก และอาจรวมถึงการต้องเข้าร่วมประชุมสภาฯ พร้อมตอบกระทู้สดทุกเรื่องอย่างทันทีทันใด ของนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยต้องไม่ใช้ “ตัวช่วย” หรือส่งรัฐมนตรีคนอื่นไปตอบในสภาฯแทน

หลังวันจันทร์นี้ (20 พ.ค.2562) ที่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ นัดประชุมหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรกแล้ว การประชุมร่วมกับส.ส.52 คน เพื่อประกาศความชัดเจน เรื่อง “ร่วม-ไม่ร่วม” และเงื่อนไขเพิ่ม ช้าสุดไม่น่าจะเกินปลายสัปดาห์หน้า

FC หรือแฟนคลับ ทั้งของ “บิ๊กตู่”และ ปชป. ล้างหูรอฟังให้ดี