เลือกตั้งปี62 การถดถอยของ ปชต.ไทย!? โดย บอน ณ บางแก้ว

จากเยอรมันโมเดล ถึงไทยโมเดล..
จากสัดส่วนผสม ถึงจัดสรรปันส่วนผสม..
จาก รธน.ฉบัพลเมืองเป็นใหญ่ ถึง รธน.ฉบับปราบโกง
จาก”บวรศักดิ์ – มีชัย” ???

สุดท้ายเหาะเหิรเกินลงกา..ไม่เพียงทำให้ ปชต.ไทยถดถอยเท่านั้น หากคนเยอรมันเองแท้ๆ ยังงง ที่ถูกพี่ไทยนำต้นแบบประชาธิปไตยจากเยอรมันมาปรับแก้จนไม่เหลือเค้าเดิม..บัตรใบเดียว กาช่องดียว นำไปคำนวณหา ส.ส.ได้ 2 แบบ ทั้งบัญชีรายชื่อ หรือ ส.ส.ปาตี้ลิสต์ และ ส.ส.เขต ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่มีคะแนนใดตกน้ำป๋อมแป๋ม..

 

ด้วยเหตุนี้เลยทำให้การเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ของไทย ถูกมองทำให้ประชาธิปไตยถดถอย บิดเบือนเจตนารมณ์ ไม่เป็นคุณต่อการพัฒนาประชาธิปไตย โดยมองผ่าน 3 ประเด็นสำคัญได้แก่

 

ประเด็นแรก การแข่งขันในเรื่องของนโยบาย ที่เห็นได้ชัดในการเลือกตั้งปี2554 อาทิ โครงการรับจำนำข้าว นโยบายด้านพลังงาน และการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น ซึ่งผิดถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับการเลือกตั้งหนนี้ นโยบายถูกจัดเป็นเรื่องรองไป เพราะมีเรื่องอื่นสำคัญกว่า ที่จะเป็นตัวชี้วัดแพ้-ชนะในสนามเลือกตั้ง

 

ประเด็นที่สอง คำว่า “เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ” ไม่สามารถนำมาใช้กับการเลือกตั้งในหนนี้ได้ เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ให้กาบัตรใบเดียว และกาได้ช่องเดียว คือ เบอร์ผู้สมัคร ส.ส.เขต ดังนั้น แม้จะเป็นคะแนนที่นำมาคิดเป็นคะแนนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย อีกทั้ง ยังมีบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้พิจารณาก่อนตัดสินใจกาบัตรอีกต่างหากก็ตาม

 

แต่ในเมื่อเป็นการเลือกตั้งที่ให้กาเบอร์ผู้สมัคร ส.ส.เขต จึงเหลือแต่คำว่า “เลือกคนที่รัก” ส่วนจะเป็นพรรคที่ชอบหรือไม่นั้น จะกลายเป็นเรื่องรองไป ดังนั้น ผู้สมัครเขต หากไม่ใช่ประเภท ดี เด่น ดัง ก็ต้องสวยต้องหล่อไว้ก่อนถึงจะมีคะแนน..

 

ประเด็นที่สาม บัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาตี้ลิสต์ของพรรค เจตนารมณ์เดิมต้องการให้เป็นช่องทางระดมผู้มีความรู้ ความสามารถในแต่ละสาขาเข้าสู่การเมือง อีกทั้ง เป็นจุดขายของพรรคที่จะได้โชว์ตัวว่าที่รัฐมนตรีหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือได้เข้าร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

 

แม้ต่อมาจะถูกนำไปบิดเบือนหลักการเล็กๆ กลายเป็นแหล่งระดมทุนให้กับแต่ละพรรค โดยเฉพาะในลำดับปลอดภัยที่ได้เข้าสภาแน่ๆ จะถูกตีราคาด้วยตัวเลขหลายหลัก เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้บริจาครายใหญ่ได้เข้าสภา ล่าสุดแม้จะมีเรื่องมินิไพรมารีโหวต เป็นตัวกรองอีกชั้น แต่ดูจากการจัดวางลำดับในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคที่ยื่นให้กับ กกต.ไปไม่ได้ยืนอยู่บนหลักการหรือเจตนารมณ์ที่ออกแบบไว้แม้แต่น้อยแต่กลับถูกอธิบายด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ได้เป็นคุณกับการพัฒนาประชาธิปไตย

 

สุดท้าย สารพัดกติกาใหม่ที่ถูกนำมาใช้กับการเลือกตั้งหนนี้ จะต้องมีการปรับรื้อ หลังมีสภามาจากการเลือกตั้ง รวมทั้ง การนับคะแนนในระบบใหม่ ที่ยังเกิดคำถามตามมาว่า เป็นธรรมกับทุกฝ่ายจริงหรือ? เช่นเดียวกับการคุมกำเนิดพรรคใหญ่ ผ่านกระบวนการลงคะแนนแบบบัตรใบเดียว ที่ไม่เอื้อให้เกิดพรรคการเมืองในเชิงอุดมการ

 

ถึงเวลาต้องสังคายนากติกากันใหม่ จะได้คุมกำเนิดพรรคเฉพาะกิจ เฉพาะกาล ที่มาตามฤดูกาลเลือกตั้งกันบ้างครับ!?