ศาลสั่งให้เด็กอุ้มบุญ 13 คน เป็นลูกตามกฎหมายของพ่อชาวญี่ปุ่น

20 ก.พ. 2561 เวลา 3:35 น.

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีคำสั่งให้เด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญทั้ง 13 คน เป็นลูกตามกฎหมายของพ่อชาวญี่ปุ่น หลัง DNA พิสูจน์ชัดว่า ผู้ร้องเป็นพ่อโดยสายโลหิต

ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง อ่านคำสั่งในคดี หมายเลขที่ พ.2031 – 2037/2559 และ พ.217 - 218/2560 หมายเลขแดงที่ พ. 296 – 304/2561 รวม 9 สำนวน ที่ นายชิเกตะ มิตซึโตะกิ บิดาชาวญี่ปุ่น ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้เยาว์ทั้่ง 13 คน ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน หรือ อุ้มบุญ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558

โดยศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐาน ของผู้ร้องประกอบรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครแล้ว เห็นว่าผู้ร้องไม่มีภริยาแต่เป็นผู้ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนตั้งแต่ปี 2556 โดยใช้เชื้ออสุจิของผู้ร้องปฏิสนธิกับไข่ของผู้บริจาคแล้วนำไปใส่ในโพรงมดลูกของหญิงไทยผู้รับตั้งครรภ์แทนจำนวนเก้าคน จนคลอดผู้เยาว์รวมสิบสามคนเมื่อปี 2557 อันเป็นเวลาก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับ

ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เด็กทั้ง 13 คนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องได้ ประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ DNA ยืนยันว่า ผู้ร้องเป็นบิดาโดยสายโลหิตของเด็กทั้ง 13 คน อีกทั้งระหว่างบุตรทั้ง 13 คน อยู่ในความดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้ร้องได้มอบหมายให้บุคคลอื่นไปเยี่ยมเยียนผู้เยาว์เหล่านั้นเป็นประจำ ประกอบกับมีการ วางแผนเตรียมความพร้อมในการพาบุตรทั้ง 13 คน ไปอุปการะเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่นโดยเตรียมสถานที่เลี้ยงดูที่มีความปลอดภัยและสะดวก มีพยาบาลวิชาชีพและพี่เลี้ยงเด็กเพียงพอ เมื่อถึงเกณฑ์ที่บุตรจะเข้ารับการศึกษา ผู้ร้องวางแผนจะส่งเข้าศึกษาที่โรงเรียนนานาชาติใกล้ที่พักอาศัย

ขณะเดียว กันผู้ร้องและครอบครัวซื้อที่ดินและกำลังก่อสร้างที่พักอาศัยใกล้สวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ผู้ร้องเปิดบัญชีกองทุนให้แก่เด็กทั้ง 13 คน ที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อสะสมให้เด็ก 13 คนในระยะยาวอีกด้วย ทั้งได้ความว่า ผู้ร้องได้นำบุตรคนอื่น ซึ่งเกิดจากการอุ้มบุญ ก่อนหน้านี้ไปเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศกัมพูชา ซึ่งปรากฏว่าบุตร ดังกล่าวได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โดยเฉพาะบุตรที่นำไปเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับสัญชาติญี่ปุ่นครบถ้วนทุกคนแล้ว ผู้ร้องเป็นบุตรผู้ก่อตั้งและประธานบริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นในหลายบริษัท ได้รับเงินปันผลจากบริษัทเดียวปีละกว่าร้อยล้านบาท แสดงว่าผู้ร้องมีอาชีพการงานมั่นคง มีรายได้มากเพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตรได้ทุกคน

พร้อมกันนี้ อธิบดีกรมกิจการเด็กในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ที่เลี้ยงดูเด็กทั้ง 13 คนมีหนังสือไม่คัดค้านการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาล ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ผู้ร้องเป็นผู้ดำเนินการให้เด็กทั้ง 13 คนถือกำเนิดมาจึงต้องรับผิดชอบในการอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ดังกล่าว เมื่อคำนึงถึงความผาสุข สวัสดิภาพและโอกาสของเด็กทั้ง 13 คนอันพึงจะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาที่แท้จริงที่ย่อมต้องมีความรักใคร่ผูกพันต่อบุตรโดยสายเลือดของตนเองและเป็นผู้มีความใกล้ชิดกับผู้เยาว์มากที่สุด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีความประพฤติบกพร่องเสียหายประการใด สมควรมีคำสั่งให้ เด็กทั้ง 13 คน ที่เกิดจากการอุ้มบุญ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องนับแต่วันที่เด็กนั้นเกิด และเมื่อได้ความว่าหญิงผู้รับอุ้มบุญ มิได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็ก แต่อย่างใดและทุกคนต่างทำบันทึกยอมสละอำนาจปกครองแล้ว จึงเห็นควรให้ผู้ร้องใช้อำนาจปกครองเด็กทั้ง 13 คนแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นศาลจึงมีคำสั่งว่า เด็กทั้ง 13 คน เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องนับแต่วันที่เด็กทั้ง 13 คนเกิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 กับให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กทั้ง 13 คนแต่เพียงฝ่ายเดียว

ขณะที่ ทนายความของนายชิเกตะ ระบุว่า วันนี้ ลูกความไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา แต่จากนี้ จะแจ้งผลคำพิพากษาให้ลูกความ ที่อยุ่ในประเทศญี่ปุ่นทราบ พร้อมทั้งให้มาประสานกับ พม. ที่เลี้ยงดูเด็กทั้ง 13 คน มา 4 ปีแล้ว เพื่อรับเด็กกลับไปเลี้ยงที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป