กรรมการบริหารศาลยุติธรรม โยนนายกฯ ตัดสินให้ชะลอ ระงับ หรือฟื้นฟู การสร้างบ้านพักตุลาการ

09 เม.ย. 2561 เวลา 9:21 น.

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เผย ยุติการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ ในพื้นที่เชียงใหม่ไม่ได้เพราะอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย หากจะรื้อถอนก็ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ จึงทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตี เป็นผู้ตัดสินใจ

จากกรณีที่มีข้อพิพากเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาที่ทำการและอาคารที่พักอาศัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณเชิงดอยสุเทพและใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย ใน ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกลุ่มคนออกมาคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติการก่อสร้าง พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในโครงการออกไป ทำให้ต้องมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ในวันนี้ เพื่อหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหา

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เผย ยุติการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ ในพื้นที่เชียงใหม่ไม่ได้เพราะอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย หากจะรื้อถอนก็ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ จึงทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตี เป็นผู้ตัดสินใจ

โดยล่าสุด นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยมติที่ประชุม เกี่ยวกับข้อพิพาทดังกล่าว ว่า ให้สำนักงานศาลยุติธรรมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ชอบธรรมและด้วยสันติวิธี โดยตระหนักถึง การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม และให้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด หากรัฐบาลเห็นสมควรให้ดำเนินการเช่นไร อาทิ ให้ชะลอการใช้บ้านพักเฉพาะส่วนที่มีการคัดค้านไว้ชั่วคราวหรือดำเนินการอื่นในระหว่างฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สำนักงานศาลยุติธรรมก็ไม่ขัดข้อง

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เผย ยุติการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ ในพื้นที่เชียงใหม่ไม่ได้เพราะอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย หากจะรื้อถอนก็ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ จึงทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตี เป็นผู้ตัดสินใจ

พร้อมกันนี้ นายสราวุธ ชี้แจงว่า กรณีที่เกิดขึ้นหากจะให้สำนักงานยุติธรรม ยุติและรื้อถอนโครงการดังกล่าวนั้น ทางสำนักงานศาลไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นคู่สัญญาหากยุติย่อมโครงการย่อมตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องถูกคู่สัญญาฟ้องร้องค่าเสียหาย ก็จะส่งผลให้รัฐต้องเสียงบประมาณในการชดใช้ ค่าเสียหาย

และหากสำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการรื้อถอนก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้และยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย รวมถึงอาจจะต้องถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินดำเนินการหาผู้รับผิดชอบตามกฎหมายด้วย