ข่าว

ดีเอสไอ ประสาน สตช. และ ปปง. เตรียมล่ามือดีลวงขายของออนไลน์

วานนี้ (23 เมษายน 2563) เวลา 09.00 น. กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย พันตำรวจเอก อัครพล บุณโยปัษฎัมภ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้หารือร่วมกับผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และผู้แทนภาคเอกชน ประกอบด้วย บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด และบริษัท ลาซาด้า จำกัด เพื่อประสานข้อมูลด้านการสืบสวนสอบสวนขยายผล และประเด็นสำคัญคือการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้ระมัดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในการซื้อสินค้าออนไลน์

สืบเนื่องจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการเฝ้าระวังและดำเนินการป้องกันปราบปรามสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมพิเศษ เพื่อปกป้องและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ภายใต้ชื่อ ศูนย์ DSI COVID-19 จากการปฏิบัติหน้าที่ของ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติของศูนย์ พบเบาะแสการหลอกขายสินค้าออนไลน์ มีประชาชนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อในการกระทำความผิดในเบื้องต้น 225 ราย

นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจเอก อัครพล บุณโยปัษฎัมภ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งกำกับดูแลกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้มอบหมายให้ พันตำรวจโท วิชัย สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ สืบสวนเรื่องดังกล่าว

พบพฤติการณ์กระทำผิด โดยกลุ่มมิจฉาชีพได้เปิดอินสตาแกรม (Instagram : IG) ในชื่อ sphonep2hand myphone2h เป็นต้น เพื่อเชิญชวนให้สั่งซื้อสินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือ กล่องถ่ายรูป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด เมื่อเหยื่อสนใจและเข้าไปติดต่อ จะให้เหยื่อเพิ่มเป็นเพื่อนในไลน์ (Line) ที่ใช้ชื่อว่า “เจ้าใหญ่ขายส่ง–มือ 2”

เมื่อตกลงสั่งซื้อสินค้ากันแล้วจะให้เหยื่อส่งข้อมูลสำคัญให้ ประกอบด้วย ภาพถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ภาพถ่ายตัวจริงคู่กับบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงหลักฐานการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) พร้อมสลิปการจ่ายเงิน เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วน ก็จะทำการบล็อกไลน์ของผู้เสียหาย และลบโพสต์ในอินสตาแกรม แล้วเปลี่ยนชื่อผู้ใช้งานบัญชีอินสตาแกรมใหม่เพื่อหลอกลวงผู้เสียหายไปเรื่อย ๆ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเปลี่ยนไปแล้วทั้งหมด 55 ครั้ง แต่ทุกชื่อจะลงท้าย “….-2hand” เสมอ

โดยข้อมูลตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2563 พบว่ามีผู้เสียหายทั้งหมด 225 ราย แยกเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร 73 ราย และกระจายในพื้นที่ 51 จังหวัด จำนวน 152 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,800,000 บาท

จากกรณีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะจังหวัดปทุมธานี เพื่อสอบสวนดำเนินคดีและนำไปสู่การออกหมายจับมิจฉาชีพดังกล่าว โดยพบว่าหนึ่งในคนร้ายที่ถูกออกหมายจับเป็นเยาวชน และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้บูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นเยาวชนดังกล่าว ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีและอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลเครือข่าย

นอกจากนี้ยังพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้นำข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จากผู้เสียหายดังกล่าว ไปเปิดบัญชี e-Wallet หมายเลขอื่นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรับโอนเงินจากการฉ้อโกงเหยื่อรายอื่นๆ ต่อไปเป็นทอด ๆ จากการสืบสวนพบว่ามีบัญชี e-Wallet กว่า 80 บัญชี ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายโอนเงิน สุดท้ายผลประโยชน์จะถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของมิจฉาชีพ จากการตรวจสอบพบว่ามีเงินหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท

กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า แม้คดีความผิดอาญาดังกล่าวจะมิใช่คดีพิเศษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีอำนาจรับไว้ทำการสอบสวน แต่พฤติการณ์และการกระทำของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว เป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนในช่วงที่กำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อันเป็นภัยสังคม

ในวันนี้ จึงเชิญผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และผู้แทนภาคเอกชน ประกอบด้วย บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด และบริษัท ลาซาด้า จำกัด เพื่อร่วมกันหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในเรื่องนี้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ และขอประชาสัมพันธ์ถึงแผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ และจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ รวมทั้งขอแจ้งเตือนถึงการนำข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลในบัตรประจำตัวประชาชนส่งให้บุคคลอื่น เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะมิจฉาชีพอาจใช้ข้อมูลส่วนตัวไปก่ออาชญากรรม เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร หรือเปิดบัญชี e-Wallet เพื่อใช้กระทำผิดต่อ ซึ่งทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเดือดร้อนจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ดังกล่าว

หากประชาชนมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดในเรื่องต่าง ๆ สามารถร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ www.dsi.go.th หรือหากเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าควบคุม จำพวกหน้ากากอนามัย ใยสังเคราะห์เพื่อใช้ผลิตหน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมเพื่อสุขภาพอนามัยสำหรับมือ และกระดาษที่นำกลับมาใช้ได้อีก สามารถส่งข้อมูลได้ที่ “ศูนย์ DSI COVID-19” ผ่านทางเว็บไซต์ https://register.dsi.go.th/CaseControlledProducts หรือ สายด่วน DSI Call Center โทร.1202 (โทร.ฟรีทั่วประเทศ) โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเก็บรักษาข้อมูลผู้แจ้งเบาะแสไว้เป็นความลับ