Bitkub กับวิกฤตปม ถูกแฮก 1,700 ล้านบาท จากยูนิคอร์น 3.5 หมื่นล้าน สู่คดีใหญ่ ก.ล.ต.

Bitkub กับวิกฤตปม ถูกแฮก 1,700 ล้านบาท จากยูนิคอร์น 3.5 หมื่นล้าน สู่คดีใหญ่ ก.ล.ต.

ย้อนรอยเส้นทาง Bitkub จากดีลยักษ์ SCBX สู่การถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีแจ้งข้อมูลเท็จ พร้อมเจาะลึกโครงสร้างเหรียญ KUB ที่สะท้อนวิกฤตธรรมาภิบาลและความเสี่ยงผู้ถือเหรียญ

SHORT CUT

  • วิกฤตจากความลับ 1,700 ล้านบาท การที่ผู้บริหารเลือกปกปิด ก.ล.ต. เรื่องสินทรัพย์ถูกขโมยนานกว่า 5 เดือน เพื่อเลี่ยงภาวะตื่นตระหนก ได้กลายเป็นคดีความทางอาญา และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ดีลยูนิคอร์นกับ SCBX ล่มลง
  • โครงสร้างเหรียญ KUB ที่ต้องตั้งคำถาม Tokenomics ของเชนปัจจุบันถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจกระดานเทรด (Exchange) มากกว่าการสร้างคุณค่าและดึงดูดนักพัฒนาเข้ามาในระบบบล็อกเชน (Chain) จริงๆ ทำให้ผู้ถือเหรียญแบกรับความเสี่ยงสูง
  • Bitkub ยืนยันความปลอดภัยสูงสุด แม้จะเผชิญมรสุมคดีความ แต่บริษัทออกมายืนยันหนักแน่นผ่าน Proof of Reserves ว่าสินทรัพย์ของลูกค้าทุกคนในปัจจุบันยังคงปลอดภัยและอยู่ครบ 100% พร้อมเดินหน้าพิสูจน์เจตนาในการปกป้องผู้ใช้งาน

ย้อนรอยเส้นทาง Bitkub จากดีลยักษ์ SCBX สู่การถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีแจ้งข้อมูลเท็จ พร้อมเจาะลึกโครงสร้างเหรียญ KUB ที่สะท้อนวิกฤตธรรมาภิบาลและความเสี่ยงผู้ถือเหรียญ

เมื่อสินทรัพย์หาย แต่ต้องรายงานว่าอยู่ครบ

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2564 ศูนย์ซื้อขาย Bitkub ถูกแฮกเกอร์โจมตี ส่งผลให้สินทรัพย์ดิจิทัล 16 สกุล มูลค่ารวมกว่า 1,700 ล้านบาท ถูกขโมยไป แต่ผู้บริหารในขณะนั้นเลือกที่จะยื่นรายงานข้อมูลต่อ ก.ล.ต. ในช่วง 5 เดือนหลังจากนั้นว่า 'สินทรัพย์ยังอยู่ครบถ้วน'

เหตุผลที่ผู้บริหารชี้แจงคือ 'เพื่อป้องกันภาวะ Bank Run' ที่อาจทำให้ลูกค้าและพนักงานหลายแสนชีวิตได้รับผลกระทบ แม้ในท้ายที่สุด กลุ่มผู้ก่อตั้ง (Co-Founder) จะนำเงินส่วนตัวมาซื้อสินทรัพย์เติมคืนระบบจนครบในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 แต่การปกปิดข้อมูลนี้นำมาซึ่งคำถามถึงธรรมาภิบาล และช่วงเวลาดังกล่าวก็ดันไปคาบเกี่ยวกับการออกเหรียญ KUB ที่สร้างรายได้ให้บริษัทนับพันล้านบาทพอดี

ความไม่โปร่งใสนี้กลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ทำให้ SCBX ยกเลิกดีลประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา และนำไปสู่การกล่าวโทษคดีทางอาญาจาก ก.ล.ต. ในปัจจุบัน

ความเสี่ยงที่ผู้ถือเหรียญต้องแบกรับ

นอกเหนือจากคดีความ โครงสร้างระบบนิเวศ (Tokenomics) ของเหรียญ KUB ยังถูกตั้งคำถามถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีจุดอ่อนสำคัญดังนี้

  • ขาดทิศทางที่ชัดเจน : ปัจจุบันบริษัทยังไม่มี CTO ที่ขับเคลื่อนทิศทางบล็อกเชนอย่างจริงจัง
  • Use Case เอื้อ Exchange มากกว่า Chain : ประโยชน์หลักของการใช้เหรียญ KUB คือการนำไปแลกค่าธรรมเนียม (Fee Credit) บนกระดานเทรด ซึ่งเพิ่มยอดใช้งานให้ศูนย์ซื้อขาย แต่ไม่ได้สร้างมูลค่าให้ KUB Chain (ไม่มี TVL หรือ Network Effect เพิ่มขึ้น)
  • ทรัพยากรถูกดูดออก : ยิ่งราคาเหรียญลดลง คนยิ่งนำไปแลกค่าธรรมเนียม ทำให้ทรัพยากรที่ควรใช้พัฒนาเชน ถูกดึงไปอุดหนุน Exchange แทน
  • ความเป็นอิสระที่ยังไม่ชัดเจน : การตั้ง Foundation ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถูกมองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมาย หากอำนาจตัดสินใจและคุมงบประมาณยังเป็นคนกลุ่มเดิม

มุมมองจาก Bitkub ยืนยันสินทรัพย์ปลอดภัยและเจตนาบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม เพื่อความสมดุลของข้อมูล ฝั่ง Bitkub ได้ออกมาชี้แจงในหลายประเด็นเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

  • สินทรัพย์ลูกค้าปลอดภัย 100% : บริษัทจัดทำ Proof of Reserves อย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าเหรียญของลูกค้าถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยและครบถ้วน
  • เจตนาปกป้องอุตสาหกรรม : ผู้บริหารยืนยันว่าการตัดสินใจในอดีต เกิดจากความต้องการปกป้องผู้ใช้งานและพนักงาน ไม่ให้ตื่นตระหนกจนทำลายอุตสาหกรรมคริปโตไทยในภาพรวม
  • ปฏิเสธข่าวลือ : บริษัทได้ปฏิเสธเอกสารหลุดในปี 2568 ว่าไม่ใช่เอกสารอย่างเป็นทางการ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับองค์กร

เปิดไทม์ไลน์สรุปเหตุการณ์สำคัญ Bitkub เกิดอะไรขึ้น?

  • 28 เม.ย. 64 - สร้างเหรียญ KUB Coin เป็นครั้งแรก
  • 10 พ.ค. 64 - แฮกเกอร์โจมตี Bitkub สินทรัพย์สูญหาย 1,700 ล้านบาท
  • 20 พ.ค. 64 - เปิดให้ซื้อขายเหรียญ KUB บนศูนย์ซื้อขาย
  • 31 ต.ค. 64 - กลุ่มผู้ก่อตั้ง นำเงินส่วนตัวเข้าเติมสินทรัพย์ในระบบจนครบ
  • 2 พ.ย. 64 - SCBX ประกาศเตรียมเข้าซื้อหุ้น 51% (ดีลมูลค่า 17,850 ล้านบาท)
  • 25 ส.ค. 65 - SCBX ประกาศยกเลิกดีลซื้อหุ้น เนื่องจากปัญหาความไม่แน่นอนทางกฎหมาย

เดือน ก.ค. 68 ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub และผู้บริหาร กรณีรายงานข้อมูลเท็จเรื่องสินทรัพย์สูญหาย

สถานการณ์ล่าสุดของ Bitkub ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั้งนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะหลังจากการกล่าวโทษครั้งล่าสุดจาก ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้บริหารจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายในรูปแบบใด และ Bitkub จะยังคงสามารถรักษาตำแหน่งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของประเทศไทยไว้ได้หรือไม่

วิกฤตครั้งนี้ได้ทิ้งคำถามสำคัญที่น่าขบคิดสำหรับวงการการเงินดิจิทัลว่า แม้ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์จะถูกยกระดับขึ้นถึงขั้นสูงสุดแล้ว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่าจะไม่เกิดการโจรกรรมขึ้นอีก และหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่มูลค่าความเสียหายสูงกว่าเดิม กลุ่มผู้ก่อตั้งจะมีทุนทรัพย์มากพอที่จะมารองรับความเสียหายแทนลูกค้าได้ทั้งหมดอีกหรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว คดีของ Bitkub สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านธรรมาภิบาลที่ยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนบททดสอบความซื่อสัตย์ หากเราได้รับความไว้วางใจให้ดูแลเงินของเพื่อน แล้ววันหนึ่งเงินนั้นถูกขโมยไป เราจะเลือกบอกความจริงทันทีในวันที่เกิดเหตุ หรือเลือกที่จะเก็บเป็นความลับเพื่อความสบายใจจนกว่าจะหาเงินมาคืนได้

สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจของ Bitkub เป็นความท้าทายที่หนักหนากว่า คือความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้กำลังรับผิดชอบคนเพียงคนเดียว แต่คือ 'ลูกค้าหลายแสนคน' ที่ฝากความเชื่อมั่นและทรัพย์สินไว้กับพวกเขา

related