เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว! บุกโรงงาน ‘ยูนิลีเวอร์’ ดูนวัตกรรม-AI-ความยั่งยืน ดันสินค้าใหม่

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว! บุกโรงงาน ‘ยูนิลีเวอร์’ ดูนวัตกรรม-AI-ความยั่งยืน ดันสินค้าใหม่

ยูนิลีเวอร์ยกระดับไทยสู่ฮับวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับภูมิภาค ผสานวิทยาศาสตร์ AI และความยั่งยืน เร่งคิดค้นสินค้าใหม่ให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว พร้อมต่อยอดนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่ตลาดโลก

SHORT CUT

  • ยกระดับไทยสู่ฮับนวัตกรรม ยูนิลีเวอร์ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมงานวิจัยจากห้องทดลองสู่การผลิตจริงและตลาดโลก
  • ใช้ AI เร่งพัฒนาสินค้าใหม่ ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดเวลาวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
  • สร้างนวัตกรรมควบคู่ความยั่งยืน นำอินไซต์ผู้บริโภคไทยมาต่อยอดเป็นสินค้าสู่ตลาดโลก พร้อมลดการใช้พลาสติกใหม่ ลดของเสีย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ยูนิลีเวอร์ยกระดับไทยสู่ฮับวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับภูมิภาค ผสานวิทยาศาสตร์ AI และความยั่งยืน เร่งคิดค้นสินค้าใหม่ให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว พร้อมต่อยอดนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่ตลาดโลก

โลกธุรกิจวันนี้หมุนเร็วกว่าเดิม เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน และความคาดหวังต่อสินค้าไม่ได้หยุดอยู่แค่คุณภาพหรือราคาที่เหมาะสมอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงประสบการณ์การใช้งาน ความสะดวกสบาย และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ภาคธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้ทัน เพราะหากยังพัฒนาสินค้าด้วยวิธีคิดแบบเดิม ก็อาจไม่สามารถตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้

วันนี้จะพาไปดูเบื้องหลังการพัฒนาสินค้าของยูนิลีเวอร์ บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก ที่กำลังขยับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นมากกว่าฐานการผลิต ด้วยการผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับกระบวนการวิจัยและพัฒนา ตั้งแต่การทำความเข้าใจผู้บริโภค การคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทดลองในโรงงานต้นแบบ ก่อนต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการผลิตจริง

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในวันที่การแข่งขันของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเข้มข้นขึ้น ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ใครผลิตสินค้าได้มากกว่าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใครเข้าใจผู้บริโภคได้ลึกกว่า พัฒนานวัตกรรมได้เร็วกว่า และสามารถขยายสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาดหนึ่งให้เติบโตในตลาดอื่นได้ด้วย

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว! บุกโรงงาน ‘ยูนิลีเวอร์’ ดูนวัตกรรม-AI-ความยั่งยืน ดันสินค้าใหม่

จากฐานผลิตสู่ศูนย์กลางวิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาค

ยูนิลีเวอร์ประกาศตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับภูมิภาค หรือ Regional R&D & Innovation Hub โดยใช้ศักยภาพของศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ควบคู่กับโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความต้องการของตลาด และผลักดันนวัตกรรมจากแนวคิดในห้องทดลองไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

นายวิเวกอนันต์ ซิสท์ลา รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ภูมิภาคเอเชีย และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาที่โดดเด่น โดยยูนิลีเวอร์มีศูนย์ R&D ระดับภูมิภาคทั่วโลกเพียง 11 แห่ง ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค และความสามารถในการผลิตระดับอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว! บุกโรงงาน ‘ยูนิลีเวอร์’ ดูนวัตกรรม-AI-ความยั่งยืน ดันสินค้าใหม่

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มีเพียงประสิทธิภาพในการใช้งาน แต่ยังต้องมีรูปลักษณ์น่าใช้ มอบประสบการณ์ที่ดี และสร้างความรู้สึกผูกพันกับผู้บริโภคได้ด้วย ภายใต้แนวคิด SASSY และกลยุทธ์ Desire at Scale หรือการสร้างความต้องการในวงกว้าง เพื่อพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดในประเทศ ภูมิภาค และตลาดโลก

SASSY แนวคิดพัฒนาสินค้าที่มากกว่าคุณภาพ

หัวใจของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ได้อยู่ที่การทำให้สินค้าใช้งานได้ดีเท่านั้น แต่ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้านั้นเหมาะกับตัวเองและเข้ากับไลฟ์สไตล์ด้วย

ยูนิลีเวอร์จึงใช้กรอบแนวคิด SASSY เป็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรม ประกอบด้วย Science หรือวิทยาศาสตร์, Aesthetics หรือสุนทรียศาสตร์, Sensorials หรือประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส, Shared by Others หรือการแบ่งปันและบอกต่อ และ Young Spirited หรือจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่

แนวคิดนี้มุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผสานประสิทธิภาพเข้ากับประสบการณ์ของผู้บริโภค ตั้งแต่สัมผัส กลิ่น ความรู้สึกขณะใช้งาน ไปจนถึงความน่าสนใจที่ทำให้เกิดการพูดถึงและบอกต่อ

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว! บุกโรงงาน ‘ยูนิลีเวอร์’ ดูนวัตกรรม-AI-ความยั่งยืน ดันสินค้าใหม่

ตัวอย่างหนึ่งคือ บรีส สูตรซักด่วน (Breeze Quick Wash) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยี Pro-S ช่วยทำความสะอาดและลดกลิ่นอับทั้งบนผ้าและในเครื่องซักผ้าได้ภายใน 15 นาที พร้อมกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นติดทนนาน สะท้อนการนำความต้องการในชีวิตประจำวันมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีจุดขายชัดเจน

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว! บุกโรงงาน ‘ยูนิลีเวอร์’ ดูนวัตกรรม-AI-ความยั่งยืน ดันสินค้าใหม่

โรงงานต้นแบบ ตัวเชื่อมจากห้องทดลองสู่การผลิตจริง

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Strategic R&D Hub คือโรงงานต้นแบบ หรือ Pilot Plant ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการเข้ากับกระบวนการผลิตจริง ช่วยให้ทีมงานสามารถทดลอง ปรับปรุง และประเมินกระบวนการก่อนขยายสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม

การดำเนินงานครอบคลุม 3 เสาหลักสำคัญ

หนึ่ง เร่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทดลอง ลดระยะเวลาวิจัย และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานระดับสากล

สอง ฝังแนวคิดความยั่งยืนไว้ตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการลดการใช้พลังงานและทรัพยากร ตลอดจนลดของเสียในกระบวนการทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว! บุกโรงงาน ‘ยูนิลีเวอร์’ ดูนวัตกรรม-AI-ความยั่งยืน ดันสินค้าใหม่

สาม เพิ่มขีดความสามารถในการขยายกำลังการผลิต เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาสามารถเข้าสู่สายการผลิตเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น

การมีโรงงานต้นแบบจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มขั้นตอนการผลิต แต่เป็นกลไกที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างแนวคิดกับสินค้าที่วางจำหน่ายจริง ทำให้การพัฒนานวัตกรรมมีโอกาสเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น

ใช้ AI เป็นผู้ช่วยนักวิทยาศาสตร์ เร่งคิดค้นสินค้าใหม่

นอกจากศักยภาพของบุคลากรและโรงงานต้นแบบแล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ยังเข้ามามีบทบาทในกระบวนการวิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบสูตรผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจำลองผลลัพธ์ก่อนทดลองจริง

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ ได้แก่ Digital Simulation & Modelling หรือการจำลองและสร้างแบบจำลองทางดิจิทัล และ Digital Twins หรือการสร้างแบบจำลองดิจิทัลของกระบวนการหรือระบบจริง เพื่อช่วยให้ทีมงานประเมินแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว! บุกโรงงาน ‘ยูนิลีเวอร์’ ดูนวัตกรรม-AI-ความยั่งยืน ดันสินค้าใหม่

การนำเครื่องมือเหล่านี้เข้ามาช่วยทำงานมีเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาในการทดลอง เพิ่มความแม่นยำ และช่วยเตรียมความพร้อมก่อนขยายการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักวิทยาศาสตร์ แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยังคงมีบทบาทสำคัญในการคิดค้น ตัดสินใจ และควบคุมมาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการ AI-Driven, People-Led ที่ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนการทำงาน โดยมีบุคลากรเป็นผู้กำหนดทิศทางและนำผลลัพธ์ไปใช้ให้เกิดคุณค่าจริง

ในระดับโลก ยูนิลีเวอร์ระบุว่ามี Global Innovation Center จำนวน 6 แห่ง นักวิจัยมากกว่า 4,500 คน และสิทธิบัตรกว่า 16,500 ฉบับ โดยในปีที่ผ่านมาได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากกว่า 836 ล้านยูโร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการลงทุนในองค์ความรู้และนวัตกรรมที่บริษัทต้องการนำมาต่อยอด เพื่อรับมือกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

คิดค้นในไทย ต่อยอดสู่ตลาดโลก

บทบาทของประเทศไทยในเครือข่ายวิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำสูตรจากต่างประเทศมาปรับให้เหมาะกับผู้บริโภคในท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การร่วมคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลกได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ วาสลีน กลูต้า-ไฮยา (Vaseline Gluta-Hya) ซึ่งพัฒนาจากอินไซต์ผู้บริโภคที่พบว่าโลชั่นเนื้อหนักและเหนอะหนะอาจทำให้หลายคนไม่อยากทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น ผลิตภัณฑ์จึงถูกออกแบบให้มีเนื้อเซรั่มบางเบา แตกตัวเป็นสัมผัสคล้ายหยดน้ำ พร้อมมอบความชุ่มชื้นและความกระจ่างใส

จุดสำคัญคือปัญหาความเหนอะหนะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นความต้องการที่พบได้ในตลาดอื่นด้วย ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากความเข้าใจผู้บริโภคในไทยสามารถต่อยอดไปสู่ตลาดโลกได้

อีกตัวอย่างคือ คนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและผู้ประกอบการอาหารที่ต้องการรสชาติและคุณภาพของมะนาวที่สม่ำเสมอ โดยใช้เทคโนโลยี Encapsulation หรือการห่อหุ้มโมเลกุล เพื่อช่วยกักเก็บกลิ่นและรสชาติของมะนาวแท้ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและรสชาติได้สม่ำเสมอในการใช้งาน

ทั้งสองตัวอย่างสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าใจปัญหาของผู้บริโภคอย่างตรงจุด ควบคู่กับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนความต้องการในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการตลาดได้

ความยั่งยืนต้องเริ่มตั้งแต่การคิดค้น ไม่ใช่ปลายทาง

อีกประเด็นที่ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญคือการนำแนวคิดความยั่งยืนเข้าไปอยู่ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่รอจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลังจากสินค้าออกสู่ตลาดแล้ว

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาสูตรที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกวัตถุดิบที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการใช้พลาสติกใหม่ หรือ Virgin Plastic และเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลจากผู้บริโภค หรือ Post-Consumer Recycled Plastic (PCR)

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

เป้าหมายสำคัญคือการขับเคลื่อนธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero พร้อมสร้างการเติบโตในระยะยาวที่คำนึงถึงทั้งผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม

โจทย์ต่อไปของไทย คือสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระยะยาว

นายวิเวกอนันต์ กล่าวว่า สิ่งที่ยูนิลีเวอร์ภาคภูมิใจคือการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยสู่ตลาดโลก โดยทีมวิจัยและพัฒนาของไทยมีบทบาทในการร่วมคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลายตลาด พร้อมเดินหน้าผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และการพัฒนาบุคลากรไทยเข้าด้วยกัน

ความเคลื่อนไหวของยูนิลีเวอร์จึงสะท้อนทิศทางการแข่งขันของธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคยุคใหม่ ที่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากความสามารถในการผลิตสินค้าให้ได้จำนวนมากเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจผู้บริโภค การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ การพัฒนานวัตกรรมให้ทันตลาด และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สำหรับประเทศไทย การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาคจึงเป็นโอกาสในการยกระดับบทบาทของบุคลากรและองค์ความรู้ในประเทศ จากการเป็นฐานการผลิตไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างนวัตกรรมที่มีความสำคัญในระดับโลก

ในวันที่ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ธุรกิจที่ไปต่อได้อาจไม่ใช่ธุรกิจที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ให้ถูกจุด เข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไร และสามารถเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้กลายเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงได้ พร้อมเติบโตโดยไม่ทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม