Shopify พลิกเกมจ้างงาน CEO สั่งพิสูจน์ ลองใช้ AI ก่อนจ้างคนเพิ่ม

Shopify พลิกเกมจ้างงาน CEO สั่งพิสูจน์ ลองใช้ AI ก่อนจ้างคนเพิ่ม

ยุค AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ Tobi Lutke, CEO ของ Shopify ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ ออกนโยบายใหม่ พนักงานต้องพิสูจน์ว่าไม่สามารถใช้ AI ทำแทนได้ ก่อนอนุมัติจ้างพนักงานเพิ่ม

SHORT CUT

  • Shopify กำหนดให้พนักงานต้องพิสูจน์ให้ได้ว่างานหรือเป้าหมายที่ต้องการ ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เสียก่อน จึงจะสามารถร้องขอการจ้างพนักงานเพิ่มหรือขอทรัพยากรเพิ่มเติมได้ โดยการใช้ AI ถือเป็นความคาดหวังพื้นฐานและจะถูกนำไปรวมในการประเมินผลงานด้วย
  • Tobi Lutke CEO ของ Shopify เชื่อมั่นว่า AI เป็น "ตัวคูณ" ประสิทธิภาพการทำงานอย่างมหาศาล (อาจถึง 100 เท่า) และกระตุ้นให้พนักงานใช้ AI เพื่อรับมือกับงานที่ซับซ้อน รวมถึงจินตนาการถึงการทำงานร่วมกับ "เอเจนต์ AI อัตโนมัติ" ในอนาคต
  • นโยบายของ Shopify ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของ AI Effect ที่กำลังเปลี่ยนโฉมการจ้างงาน โดยเน้นทักษะการทำงานร่วมกับ AI มากขึ้น, อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างทีมที่ผสมผสานมนุษย์และ AI

ยุค AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ Tobi Lutke, CEO ของ Shopify ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ ออกนโยบายใหม่ พนักงานต้องพิสูจน์ว่าไม่สามารถใช้ AI ทำแทนได้ ก่อนอนุมัติจ้างพนักงานเพิ่ม

Shopify ได้ส่งบันทึกข้อความถึงพนักงานเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งต่อมาเขาได้โพสต์เนื้อหาดังกล่าวบนแพลตฟอร์ม X โดยเน้นย้ำถึง "ความคาดหวังพื้นฐาน" ใหม่ที่พนักงานทุกคนจะต้องนำ AI มาปรับใช้ในการทำงานประจำวัน

Shopify พลิกเกมจ้างงาน CEO สั่งพิสูจน์ ลองใช้ AI ก่อนจ้างคนเพิ่ม

แนวคิดหลักคือ ก่อนที่ทีมใดจะร้องขอเพิ่มจำนวนพนักงาน หรือทรัพยากรเพิ่มเติม พวกเขาต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้เสียก่อนว่า "ทำไมจึงไม่สามารถทำให้สิ่งที่ต้องการสำเร็จได้โดยใช้ AI?"

Tobi Lutke เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า AI คือ "ตัวคูณประสิทธิภาพ" ที่ทรงพลัง เขากล่าวในบันทึกข้อความว่า "ผมได้เห็นพนักงานหลายคนรับมือกับงานที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยการใช้ AI อย่างชาญฉลาดและเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ทำงานได้มากขึ้นถึง 100 เท่า"

นอกจากนี้ เขายังกระตุ้นให้พนักงานจินตนาการถึงอนาคตโดยตั้งคำถามว่า "ส่วนงานนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร หากมี 'เอเจนต์เอไออัตโนมัติ' เป็นส่วนหนึ่งของทีมอยู่แล้ว?"

นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำ แต่จะส่งผลโดยตรงต่อพนักงาน เนื่องจาก Lutke ระบุชัดเจนว่า การใช้ AI จะถูกนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีด้วย

การตัดสินใจครั้งนี้ของ Shopify เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก กล่าวคือ ในขณะที่บริษัทเทคฯ ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาและลงทุนใน AI

พวกเขาก็ยังคงดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด ลดต้นทุน และปลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่า ในปี 2024 มีการลดตำแหน่งงานในบริษัทเทคฯ ไปแล้วกว่า 152,000 ตำแหน่ง

CREDIT : REUTERS

Shopify เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น บริษัทได้ลดจำนวนพนักงานลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองปีที่ผ่านมา (14% ในปี 2022 และ 20% ในปี 2023)

แม้ว่า Jeff Hoffmeister, CFO ของบริษัท จะกล่าวในงานนักลงทุนเมื่อเร็วๆ นี้ว่า บริษัทตั้งเป้าจะ "รักษาจำนวนพนักงานให้ค่อนข้างคงที่" แต่เขาก็ยอมรับว่าต้นทุนค่าตอบแทนอาจสูงขึ้นจากการจ้าง "วิศวกร AI ที่มีค่าตอบแทนสูง" ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับทักษะเฉพาะทางด้าน AI มากกว่าจำนวนพนักงานโดยรวม

ขณะเดียวกัน Shopify ก็ได้พัฒนาและเปิดตัวเครื่องมือ AI ของตัวเองเพื่อสนับสนุนผู้ค้าบนแพลตฟอร์ม เช่น แชทบอทผู้ช่วย "Sidekick" และชุดเครื่องมืออัตโนมัติ "Shopify Magic" แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผสาน AI เข้ากับธุรกิจหลักอย่างจริงจัง

CREDIT : CNBC

นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าองค์กรกำลังเปลี่ยนมุมมอง จากเดิมที่มองหา "คน" เพื่อแก้ปัญหา ไปสู่การมองหา "โซลูชัน" ซึ่งอาจเป็น AI ก่อน การจ้างคนจะกลายเป็นทางเลือกเมื่อพิสูจน์แล้วว่า AI ยังทำไม่ได้หรือไม่มีประสิทธิภาพเท่า

พนักงานปัจจุบันและอนาคตถูกกดดันให้ต้องพัฒนาทักษะด้าน AI และเรียนรู้วิธีทำงานร่วมกับเครื่องมือเหล่านี้ การปรับตัวได้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาตำแหน่งงานและเติบโตในสายอาชีพ ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้ทำงานที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้นได้

การตั้งเป้าเพิ่มผลิตภาพ 100 เท่าด้วย AI และแนวคิดเรื่อง "เอเจนต์ AI อัตโนมัติ" ในทีม ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างองค์กรในอนาคตอาจประกอบด้วยมนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกันและการวัดผลความสำเร็จไปอย่างสิ้นเชิง

นโยบายใหม่ของ Shopify จึงไม่ใช่แค่เรื่องภายในองค์กร แต่เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่ติดตามผลกระทบของ AI ต่ออนาคตของการทำงานและทิศทางของเศรษฐกิจดิจิทัล

ที่มา : CNBC

related