svasdssvasds

ลุยใช้ AI ปฏิวัติ ‘วงการประกันชีวิตไทย’ ลดต้นทุนดันเบี้ยถูกลง ดูแลสุขภาพคนไทย

ลุยใช้ AI ปฏิวัติ ‘วงการประกันชีวิตไทย’ ลดต้นทุนดันเบี้ยถูกลง ดูแลสุขภาพคนไทย

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าลุยใช้ AI ปฏิวัติวงการ ‘ประกันชีวิตไทย’ ลดต้นทุนดันเบี้ยถูกลง ดูแลสุขภาพคนไทย พร้อมมุ่งเน้นการปิดช่องว่างทางสังคม

SHORT CUT

  • วงการประกันชีวิตไทยเร่งใช้ AI ปฏิวัติระบบ ตั้งแต่รับประกัน เคลม ไปจนถึงดูแลลูกค้า
  • การใช้ AI ช่วยลดต้นทุนบริษัท ทำให้เบี้ยประกันถูกลง และเข้าถึงคนไทยได้มากขึ้น
  • ประกันชีวิตกำลังเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ดูแลสุขภาพ ใจ และการเงิน ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคล

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าลุยใช้ AI ปฏิวัติวงการ ‘ประกันชีวิตไทย’ ลดต้นทุนดันเบี้ยถูกลง ดูแลสุขภาพคนไทย พร้อมมุ่งเน้นการปิดช่องว่างทางสังคม

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่ยังเป็นภาระของคนไทย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพ การเงิน และความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น วงการประกันชีวิตไทยกำลังเดินหมากสำคัญครั้งใหม่ ด้วยการนำ 'AI' เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิวัติวงการ 'ประกันชีวิตไทย' ตั้งแต่การออกแบบกรมธรรม์ การพิจารณารับประกัน การเคลม ไปจนถึงการดูแลลูกค้าแบบรายบุคคล

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทประกัน แต่ยังเปิดทางให้ 'เบี้ยประกันถูกลง เข้าถึงง่ายขึ้น' ขณะเดียวกัน AI ยังถูกนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และความเสี่ยงทางการเงิน เพื่อพัฒนาแผนประกันที่ตอบโจทย์คนไทยมากกว่าเดิม ทั้งมิติร่างกาย จิตใจ และความมั่นคงทางการเงิน

จากธุรกิจประกันแบบเดิมที่เน้นการขาย วันนี้กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บทบาท 'ผู้ดูแลชีวิต' อย่างแท้จริง เมื่อ AI กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนวงการประกันชีวิตไทย สู่ยุคใหม่ที่ฉลาดขึ้น เป็นธรรมขึ้น และใกล้ชิดผู้เอาประกันมากกว่าที่เคยเป็นมา วันนี้ #SPRiNG จะพามาดูความเคลื่อนไหวของธุรกิจประกันชีวิตไทย ในปี2569 อย่างเมืองไทยประกันชีวิต ที่นำทัพโดย ‘สาระ ล่ำซำ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต พร้อมเดินหน้าปฏิวัติวงการประกันชีวิตในไทยด้วยการใช้ AI ลดต้นทุนดันเบี้ยถูกลง ขยายความคุ้มครองถึงอายุ 90 ปี มุ่งสร้าง Health Literacy เพื่อความยั่งยืน

ลุยใช้ AI ปฏิวัติ ‘วงการประกันชีวิตไทย’ ลดต้นทุนดันเบี้ยถูกลง ดูแลสุขภาพคนไทย

ทั้งนี้ MTL กำลังมุ่งเน้นการปิดช่องว่างทางสังคม (Social Gap) โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองได้กว้างขวางและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่เบี้ยประกันที่จับต้องได้ในยุคปัจจุบัน โดยในขณะนี้ภาคธุรกิจประกันภัยในไทยได้เริ่มนำ AI และเทคโนโลยี เข้ามาเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการต้นทุนให้มีความเหมาะสม การลดต้นทุนนี้เองที่เป็นปัจจัยหลักในการทำให้ เบี้ยประกันถูกลง เพื่อทลายความเชื่อเดิมที่ว่าประกันเป็นเรื่องของคนที่มีเงินเหลือหรือกลุ่มรายได้ระดับกลางเท่านั้น

โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงกรมธรรม์ประกันภัยได้อย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งจะต้องมีขยายเพดานอายุรับประกันชีวีตไปถึง 90 ปี รองรับสังคมสูงวัย นอกจากเรื่องราคาแล้วความเข้าถึงได้ในเรื่องของ "อายุ" ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประกันสุขภาพที่มักเป็นที่ต้องการเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นหรือเห็นคนใกล้ชิดเจ็บป่วย โดยเหตุนี้จะมีการพัฒนาแบบประกันสุขภาพที่สามารถ เข้าถึงได้จนถึงอายุ 90 ปี ซึ่งรวมถึงแผนประกันแบบเหมาจ่ายที่ไม่ใช่แค่คุ้มครองอุบัติเหตุหรือกระดูกเปราะเท่านั้น แต่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามหลัก ESG เพื่อสร้างความยั่งยืนในสังคม

อย่างไรก็ตามจะเดินหน้ามุ่งสร้าง "Health Literacy" ลดความสูญเสียทางการแพทย์ นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีแล้วการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพหรือ Health Literacy เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ภายใต้กรอบ ESG ที่อุตสาหกรรมให้ความสำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาที่เรียกว่า Fraud, Waste, and Abuse (FWA) หรือการใช้บริการทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็น ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป พบว่ามีสัดส่วนของความสูญเสีย (Waste) นี้สูงถึง 5-7% ของเบี้ยประกัน

‘สาระ’ บอกอีกว่า หากเราสามารถส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เรื่องสุขภาพและการประกันภัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้เกิดการใช้สิทธิ์ตามความจำเป็นทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะส่งผลให้ บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและทำให้เบี้ยประกันถูกลงได้ในระยะยาว แม้ว่าปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงสูงตามลำดับอายุก็ตาม

แน่นอนว่าการปรับตัวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจประกันภัยไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เพื่อตอบโจทย์ทั้งในแง่ของความคุ้มค่า ความทั่วถึง และความยั่งยืนของระบบสุขภาพในอนาคต

related