
SHORT CUT
ไทยพาณิชย์ เผย 1ปีคนไทยถูกหลอกทางการเงินเสียหาย 25,000 ล้านหนุน เร่งรับมือภัยไซเบอร์ยุค AI เปิดตัวซีรีส์ “ป้าเก๋าเล่ากลโกง” เสริมภูมิคุ้มกันการเงิน
ปี 2569 สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การใช้ชีวิตประจำวันแทบทุกมิติผูกพันอยู่กับโลกออนไลน์ ตั้งแต่การสื่อสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการภาครัฐและเอกชน ทว่าท่ามกลางความสะดวกสบายเหล่านี้ กลับซ่อน “ภัยไซเบอร์” ที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสะท้อนตรงกันว่า แนวโน้มอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชัน การแฮกข้อมูลส่วนบุคคล หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พัฒนากลโกงใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา สร้างความเสียหายทั้งในระดับบุคคลและเศรษฐกิจโดยรวมคิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักกลับกลายเป็น “ผู้สูงอายุ” ซึ่งแม้จะเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ แต่กลับตกเป็นเป้าหมายสำคัญของมิจฉาชีพ เนื่องจากขาดทักษะด้านดิจิทัลและความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ส่งผลให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย และหลายกรณีนำไปสู่ความสูญเสียทั้งเงินออมทั้งชีวิต
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงปัญหาส่วนบุคคล แต่กำลังกลายเป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกัน ปราบปราม และสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ ก่อนที่ภัยไซเบอร์จะลุกลามจนยากเกินควบคุมในอนาคตอันใกล้
ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ควบคู่การรับมือภัย ไซเบอร์ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ พร้อมเปิดตัวซีรีส์ “ป้าเก๋าเล่ากลโกง” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับผู้สูงวัย จาก “กลุ่มเปราะบาง” สู่ “ด่านหน้า” ในการรู้เท่าทันและป้องกันการหลอกลวงทางการเงิน สะท้อนบทบาทของธนาคารในการดูแลลูกค้าไม่เพียงด้านธุรกรรม แต่รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน
ข้อมูลล่าสุดจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา คนไทยถูกหลอกลวงทางการเงินคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25,000 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้สูงอายุมีความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 68,000 บาทต่อคดี สูงกว่ากลุ่มวัยทำงานถึง 35% โดยเงินที่สูญเสียไปส่วนใหญ่เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่มาจากน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานและการสะสมมาทั้งชีวิต ขณะเดียวกัน สัดส่วนคดีที่พุ่งเป้าไปยังผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 16% ในปี 2564 เป็น 23% ในปี 2567 สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพกำลังเปลี่ยนจากการ “หว่านแห” ไปสู่การ “เลือกเป้าหมาย” โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีเงินออม เงินเกษียณและมีความเปราะบางต่อแรงกดดันทางอารมณ์
แนวโน้มของการหลอกลวงทางการเงินในปัจจุบัน ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบสู่การฉ้อโกงทางไซเบอร์โดยอาศัยเทคโนโลยีและช่องทางดิจิทัลมากขึ้น และยิ่งทวีความซับซ้อน เมื่อมิจฉาชีพเริ่มใช้เทคโนโลยี AI Voice Cloning ซึ่งสามารถโคลนเสียงจากคลิปวิดีโอเพียงไม่นาน และนำไปใช้แอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ชิดในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเร่งให้โอนเงิน โดยแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญยังแยกแยะได้ยาก ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ภัยไซเบอร์ในปัจจุบัน ไม่ได้เริ่มจากการโจมตีระบบ แต่เกิดจากการหลอกให้ผู้ใช้งาน “ตัดสินใจทำธุรกรรมด้วยตนเอง” ภายใต้ความเร่งรีบ ความกลัว และความตื่นตระหนก
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงเดินหน้าลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการออกแบบ พัฒนา และปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในการทำธุรกรรม รวมถึงบริการโมบายแบงก์กิ้ง อย่างไรก็ตาม ธนาคารมองว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากความเสียหายในปัจจุบันมักเกิดจากการที่ลูกค้าถูกหลอกให้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง ดังนั้น “การตั้งสติและการตรวจสอบก่อนตัดสินใจ” จึงเป็นด่านสำคัญที่สุดในการป้องกันความเสียหาย
นางสาวอินทิรา จิตรานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Head of Marketing ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารตระหนักถึงภัยทางการเงินที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงได้ขยายบทบาทจากการดูแลความปลอดภัยเชิงระบบไปสู่การสร้างความรู้ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับลูกค้าและสังคม เพราะความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจของผู้ใช้งานควบคู่กันไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ธนาคารให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่องในเรื่อง Financial Literacy ซึ่งมุ่งเสริมสร้างให้ลูกค้ามีความสามารถในการเข้าใจและตัดสินใจทางการเงินได้อย่างเหมาะสมในชีวิตจริง อันเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว
ที่ผ่านมา ธนาคารได้ขับเคลื่อนการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ผ่านแคมเปญแก้เกมกลโกง เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ล่าสุดธนาคารได้ต่อยอดสู่ซีรีส์ “ป้าเก๋าเล่ากลโกง” ภายใต้แคมเปญดังกล่าว เพื่อมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่กลุ่มลูกค้า ประชาชน และผู้สูงวัยให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ”
ป้าเก๋าเล่ากลโกง” ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสื่อสารกับกลุ่มผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิดที่ต้องการสร้างความรู้เท่าทัน โดยถ่ายทอดผ่านคาแรคเตอร์ “ป้าเก๋า” ซึ่งเป็นภาพตัวแทนของผู้สูงอายุยุคใหม่ที่ไม่หยุดการเรียนรู้ กล้าตั้งคำถาม และไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เนื้อหาของซีรีส์ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ “สถานการณ์จริง” ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยจำลองรูปแบบกลโกงที่มิจฉาชีพใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การหลอกลงทุน หลอกขายอาหารเสริม หลอกเป็นลูกหลาน หลอกเป็นหน่วยงานภาครัฐ หลอกทำบุญ หลอกให้โหลดซีรีส์แนวตั้ง เป็นต้น เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นและเข้าใจในรูปแบบการหลอกลวงอย่างครบถ้วนพร้อมชี้ให้เห็น สัญญาณเตือน” ที่มักถูกมองข้าม รวมถึงแนวทางในการรับมือ และวิธีในการตรวจสอบก่อนตัดสินใจ
โดยธนาคารตั้งใจนำเสนอในรูปแบบ Edutainment เพื่อเปลี่ยนเรื่องภัยการเงินที่ดูมีความซับซ้อนให้กลายเป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และน่าติดตาม จุดเด่นสำคัญของ “ป้าเก๋าเล่ากลโกง” คือการติดอาวุธให้ผู้สูงวัยซึ่งเป็นกลุ่มที่มักถูกมองว่าเป็น “เป้าหมาย” ของมิจฉาชีพ ให้กลายเป็น “ผู้ที่รู้ทันกลลวง” และสามารถถ่ายทอดความรู้ไปยังคนรอบข้างได้ โดยเฉพาะในระดับครอบครัวซึ่งถือเป็นด่านแรกของการป้องกันความเสียหาย โดย “ป้าเก๋าเล่ากลโกง” ประกอบด้วยเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ ได้แก่
•เพลงและมิวสิกวิดีโอเปิดตัว “ป้าเก๋าเล่ากลโกง” ซึ่งมีเนื้อหาเตือนภัยที่จดจำง่าย มีจังหวะและท่าเต้นที่สนุกสนาน สามารถแชร์ต่อได้ในวงกว้าง
•ซีรีส์เตือนภัย นำโดยป้าเก๋าและตัวแทนผู้สูงวัย มาบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้พบเจอกลโกงจากมิจฉาชีพ โดยมีรูปแบบวิดีโอทั้งสั้นและยาว เผยแพร่ทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่องตลอดปี
•อินโฟกราฟิกเตือนภัย “สวัสดี 7 วัน” ที่ออกแบบให้เข้าใจง่ายและแชร์ต่อได้ผ่านช่องทางที่ผู้สูงวัยใช้งานจริง
•กิจกรรมร่วมสนุกทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเตือนภัยให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง
ธนาคารไทยพาณิชย์ เชื่อว่าความปลอดภัยในยุคดิจิทัลต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างเทคโนโลยี กระบวนการ และพฤติกรรมของผู้ใช้งานอย่างรอบด้าน เพราะแม้ระบบจะช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่ “สติและการตัดสินใจของผู้ใช้งาน” ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการป้องกันความเสียหาย โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียเงินเก็บที่สะสมมาทั้งชีวิต
แนวคิดนี้สะท้อนการเป็น “Digital Bank with Human Touch” ของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มุ่งดูแลลูกค้าไม่เพียงแค่เงินในบัญชี แต่รวมถึงความปลอดภัยในการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัล ธนาคารจึงมุ่งหวังว่า ซีรีส์ “ป้าเก๋าเล่ากลโกง” ภายใต้แคมเปญ “แก้ เกม กล โกง” จะมีส่วนช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ นางสาวอินทิรา กล่าวสรุป