ออสเตรเลียแบน ‘เพลง AI’ ออกจากชาร์ตเพลง ชูคุณค่าผลงานจาก 'มนุษย์'

ออสเตรเลียแบน ‘เพลง AI’ ออกจากชาร์ตเพลง ชูคุณค่าผลงานจาก 'มนุษย์'

สมาคมเพลงออสเตรเลีย (ARIA) สั่งแบนเพลงที่สร้างโดย AI ทั้งหมดออกจากชาร์ตเพลงอย่างเป็นทางการ มุ่งปกป้องสิทธิ์และเชิดชูจิตวิญญาณการสร้างสรรค์ของศิลปินมนุษย์

SHORT CUT

  • ARIA แบนเพลงที่สร้างโดย AI ล้วน ๆ จากชาร์ตเพลงและเวทีรางวัล โดยเพลงที่มีสิทธิ์ต้องประพันธ์ ร้องนำ และเล่นดนตรีหลักโดยมนุษย์เท่านั้น
  • อนุญาตให้ใช้ AI ในกระบวนการผลิตเชิงเทคนิค (AI-assisted) เช่น การตัดต่อ มาสเตอร์ หรือออโต้จูน แต่ห้ามใช้ AI สังเคราะห์เนื้อหาและเสียงหลักทั้งหมด (AI-generated)
  • องค์กรดนตรีสากล (IFPI, Billboard) และภาครัฐตื่นตัว กำหนดมาตรการตรวจจับและผลักดันกฎหมายสกัดกั้นการนำผลงานเพลงมีลิขสิทธิ์ไปเทรน AI โดยไม่ได้รับอนุญาต

สมาคมเพลงออสเตรเลีย (ARIA) สั่งแบนเพลงที่สร้างโดย AI ทั้งหมดออกจากชาร์ตเพลงอย่างเป็นทางการ มุ่งปกป้องสิทธิ์และเชิดชูจิตวิญญาณการสร้างสรรค์ของศิลปินมนุษย์

กระแสความกังวลต่อผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทวีความเข้มข้นขึ้น

ล่าสุด สมาคมอุตสาหกรรมบันทึกเสียงแห่งประเทศออสเตรเลีย (ARIA) ได้ประกาศปรับแก้ระเบียบการจัดอันดับชาร์ตเพลงอย่างเป็นทางการ โดยสั่งแบนผลงานเพลงที่สร้างขึ้นโดย AI ทั้งหมด ออกจากชาร์ตเพลงประจำสัปดาห์ รวมถึงตัดสิทธิ์จากการเข้าชิงรางวัลเกียรติยศ ARIA Awards

ภายใต้เกณฑ์ใหม่นี้ บทเพลงที่จะมีสิทธิ์เข้าสู่ชาร์ตเพลงได้จะต้อง 'สร้างสรรค์โดยมนุษย์เป็นหลัก' ซึ่งกำหนดให้มนุษย์ต้องเป็นผู้ประพันธ์เพลง ขับร้องเสียงร้องหลัก และเล่นเครื่องดนตรีชิ้นหลัก

ออสเตรเลียแบน ‘เพลง AI’ ออกจากชาร์ตเพลง ชูคุณค่าผลงานจาก 'มนุษย์'

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยี AI ยังคงได้รับอนุญาตในฐานะ 'เครื่องมือสนับสนุน' (AI-assisted) เช่น การมิกซ์และมาสเตอร์เสียง การใช้งานดรัมแมชชีน หรือโปรแกรม Auto-tune เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเปิดพื้นที่ให้ศิลปินนำนวัตกรรมมาต่อยอด แต่ไม่เปิดช่องให้ระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ตัวตนของมนุษย์

ชนวนเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงกฎครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากเพลง 'Like A Prayer' ของมาดอนน่า ซึ่งสร้างสรรค์โดยดีเจชาวออสเตรเลีย Josh Fawaz ที่ใช้เสียงที่สร้างจาก AI ทั้งหมด ได้ไต่ขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตเพลงแดนซ์ และแตะอันดับ 2 บนชาร์ตเพลงหลักของออสเตรเลีย

CREDIT : Spotify

CREDIT : Spotify

พร้อมยอดสตรีมบน Spotify ทะลุกว่า 48 ล้านครั้ง จนจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความชอบธรรมในการนำผลงานที่สร้างจาก AI มาแข่งขันกับผลงานของศิลปินมนุษย์

 

Annabelle Herd ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ARIA ระบุว่า 'ชาร์ตเพลงต้องสะท้อนคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นของมนุษย์ และการให้รางวัลแก่ผลงานที่สร้างจากโมเดล AI ซึ่งถูกเทรนมาจากผลงานของศิลปินคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 'ถือเป็นการบ่อนทำลายรากฐานของอุตสาหกรรมดนตรี'

CREDIT : ARIA

การขยับตัวของออสเตรเลียสอดรับกับทิศทางระดับสากล โดยก่อนหน้านี้ สมาพันธ์ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงระหว่างประเทศ (IFPI) ได้ประกาศแนวทางปฏิบัติในทำนองเดียวกันครอบคลุมภูมิภาคลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรณีของ Josh Fawaz และเพลงรีมิกซ์ 'Like a Prayer' พิสูจน์ให้เห็นว่า AI ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามในอนาคต แต่สามารถกวาดยอดสตรีมทะลุ 48 ล้านครั้ง และครองแชมป์คลื่นวิทยุระดับชาติได้ในปัจจุบัน

หลายคนถกเถียงว่าเพลงแนวนี้อาจเกิดจากการใช้เพียง Prompt สั้นๆ ป้อนลงในเครื่องมือ AI (เช่น Suno) เพื่อสร้างสรรค์ทั้งเสียงร้องและดนตรีขึ้นมาใหม่เกือบ 100% โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาทักษะทางดนตรีของมนุษย์

กฎใหม่ของ ARIA บังคับให้เราต้องกลับมานิยามว่า ผลงานระดับไหนถึงจะเรียกว่า 'สร้างสรรค์โดยมนุษย์เป็นหลัก' หากจับได้ในภายหลังว่าเพลงนั้นใช้ AI เป็นหลัก ARIA สามารถใช้สิทธิ์ริบอันดับชาร์ตคืน หรือแม้กระทั่ง เรียกคืนถ้วยรางวัลอันดับ 1 ย้อนหลังได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่แข็งกร้าวและชัดเจน

แต่ สิ่งที่ตลกร้ายที่สุดคือ คนกำลังสนุกไปกับเพลงนี้โดยไม่รู้ (หรือไม่แคร์) ว่ามันคือเสียง AI จนกระทั่งเกิดกระแสวิจารณ์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญว่า ในขณะที่คนทำงานศิลปะพยายามปกป้องจิตวิญญาณและลิขสิทธิ์ของมนุษย์ แต่สำหรับผู้บริโภคส่วนหนึ่งอาจสนใจแค่ว่า 'เพลงเพราะดี' ก็แค่อยากฟัง

แล้วคุณล่ะ? คิดว่าถ้าในอนาคตมีการแปะป้ายชัดเจนว่า 'เพลงนี้สร้างโดย AI 100%' จะทำให้คนเลิกฟัง หรือสุดท้ายแล้วคนก็แค่เลือกฟังเพลงที่ตัวเองชอบอยู่ดี?

ที่มา : BBCAP NewsARIA

related