
SHORT CUT
การใช้ AI ทำภาพเมนูอาหาร เป็นเรื่องที่สะดวกและประหยัด แต่ก็อาจจะทำให้เสียลูกค้าไปได้เหมือนกัน เมื่อภาพอาหารที่ทำออกมานั้นดูหลอนเกินไป แถมยังดูไม่จริงใจอีกด้วย
คุณเคยเห็นภาพอาหารบนเมนูร้านอาหาร หรือในโซเชียลมีเดีย แล้วรู้สึกตะหงิดๆ หรือชวนขนลุกบ้างไหม ? เช่น กุ้งในสปาเก็ตตี้ที่ดูเหมือนห่วงยางจิ๋ว ไส้เบอร์ริโตที่หน้าตาเหมือนหลุดมาจากหนังสุดหลอน หรือเนื้อสัตว์ที่มีพื้นผิวเหมือนโดนแมลงกัดกิน สิ่งเหล่านี้คือ ‘ภาพอาหาร AI’ (A.I. Food Slop) ที่กำลังระบาดหนักในร้านอาหารทั่วโลก และมันกำลังทำลายความน่ากินของมื้ออาหารไปอย่างสิ้นเชิง
ในอดีตการถ่ายภาพอาหาร (Food Photography) ถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงาม ยั่วน้ำลาย และดึงดูดสัญชาตญาณความหิวของมนุษย์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘Food Porn’ เช่น ภาพสเต็กฉ่ำๆ หรือแพนเค้กราดน้ำเชื่อม ที่บางครั้งอาจใช้น้ำมันเครื่องแทนเพื่อความสวยงามในการถ่ายทำด้วยซ้ำ แม้จะดูเกินจริงไปบ้าง แต่มันก็ทำหน้าที่ในการ ‘ยั่วยวน’ ให้เราอยากกิน
แต่ภาพจาก ‘AI’ กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ซึ่งใครที่เป็นโรคกลัวรู (Trypophobia) ควรเลี่ยงการมองภาพเหล่านี้ เพราะ AI มักจะประมวลผลพื้นผิวอาหารออกมาแบบพิลึกพิลั่น เป็นก้อนเละๆ เบี้ยวๆ หรือมีรูปร่างเหมือนพลาสติก การนำเสนออาหารด้วยภาพแนวนี้ไม่เพียงแต่จะลดความอยากอาหาร แต่ยังทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกต่อต้าน คล้ายกับว่าเทคโนโลยีกำลังล้อเลียนธรรมชาติและศิลปะแห่งการปรุงอาหารที่มีมาอย่างยาวนาน
สาเหตุที่ร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านขนาดเล็ก รถเข็น หรือคาเฟ่ หันมาใช้ภาพจาก AI กันมากขึ้น ก็เพราะเหตุผลง่ายๆ คือ ‘มันฟรีและรวดเร็ว’ ในยุคที่ต้นทุนพุ่งสูง การจ้างช่างภาพหรือกราฟิกดีไซเนอร์กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย เจ้าของร้านหลายคนจึงเลือกใช้บริการเครื่องมือ AI ที่สุ่มสร้างภาพและคำอธิบายเมนูออกมาแทน
ผลที่ได้คือเมนูที่มีคำบรรยายแปลกประหลาด สะกดผิดๆ ถูกๆ และภาพอาหารที่ไม่ได้สะท้อนความจริงเลยแม้แต่น้อย ลูกค้าบางคนถึงกับสั่งอาหารตามภาพโปรโมตหน้าร้าน แต่กลับได้รับคำตอบว่า “เมนูนี้ไม่มีขาย ภาพนี้ AI สร้างขึ้นมา” ซึ่งสิ่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการทรยศความเชื่อใจพื้นฐานที่สุดระหว่างคนทำอาหารกับคนกิน
มาร์คัส ซามูเอลส์สัน (Marcus Samuelsson) เซเลบริตี้เชฟชื่อดัง เคยกล่าวไว้ว่า “อาหารแสดงถึงความรัก ความเคารพ และบอกเล่าเรื่องราวว่าเรามาจากไหน” การให้เครื่องจักรหรือ AI มาคิดสูตรอาหารหรือสร้างภาพเมนู จึงเหมือนกับการดึงเอา ‘จิตวิญญาณ’ และ ‘ความใส่ใจ’ ของมนุษย์ออกไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียง ‘ก้อนเมือกดิจิทัล’ ที่ดูเหมือนอาหารแช่แข็งคุณภาพต่ำ
ความไม่พอใจนี้เริ่มบานปลายจาก ‘โลกออนไลน์’ สู่ ‘ชีวิตจริง’ ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโกถึงกับโดนพ่นสีสเปรย์ต่อต้าน (Graffiti) ที่หน้าร้าน เพียงเพราะใช้ภาพอาหารจาก AI โปรโมต
ขณะที่หลายธุรกิจเริ่มหันมาประกาศจุดยืน ‘ไม่ใช้ AI’ อย่างชัดเจน เช่น ร้าน Chugwater Soda Fountain ในรัฐไวโอมิง ที่โพสต์ภาพเขียนป้ายด้วยลายมือว่า “เราจะไม่ใช้รูปถ่ายหรือสื่อจาก AI ในการโปรโมตร้าน” ซึ่งโพสต์นี้ได้รับยอดไลก์กว่า 1 แสนครั้ง เป็นการตอกย้ำว่าผู้คนโหยหา ‘ความเป็นมนุษย์’ (Human Touch) มากแค่ไหน
ในประเทศไทยเองก็มีหลายร้านที่เริ่มใช้ภาพเมนูอาหารที่มาจาก AI และไม่ใช่เพียงแค่ร้านเล็กๆ หรือร้านในเดลิเวอรีเท่านั้น แต่ร้านอาหารแบรนด์ใหญ่ชื่อดังบางร้านก็เริ่มหันมาใช้ภาพจาก AI เช่นเดียวกัน ทำให้เริ่มเป็นประเด็นถกเถียงกันในโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะทวิตเตอร์หรือ X ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นไปในทางต่อต้านและมองว่าร้านอาหารไม่มีความจริงใจต่อผู้บริโภค เพราะทำให้ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วอาหารในแต่ละเมนูหน้าตาเป็นอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้วถ้าต้องเลือกระหว่างภาพอาหารเรียบๆ ที่ถ่ายด้วยกล้องมือถือแต่ดูสมจริง หรือแม้แต่ป้ายเมนูที่เขียนด้วยลายมือที่ไม่ค่อยเท่าสวยเท่าไรนัก กับภาพสุดล้ำจาก AI ที่ดูเหมือนหลุดมาจากต่างดาว เชื่อว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็คงเลือกอย่างแรก เพราะในเรื่องของอาหารความสมบูรณ์แบบที่ดูเหมือนพลาสติก ไม่มีวันสู้ความไม่สมบูรณ์แบบที่เกิดจากสองมือของเชฟที่ใส่ใจและความจริงใจของร้านอาหารได้เลย
อ้างอิงข้อมูล : The New Yorker, Food & Wine และ NBC News