เมื่อเกิดม็อบชุมนุมทางการเมือง ธุรกิจไหนอ่อนไหวสุด ?

20 ต.ค. 2563 เวลา 5:10 น.

เศรษฐกิจ คือตัวขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ของประเทศให้ก้าวเดินต่อไปได้ รวมถึงเป็นตัวชี้วัดปากท้องของประชาชนด้วย ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็อ่อนไหวเช่นกันต่อสิ่งเร้าที่เป็นปัจจัยลบ อย่างเช่น การเกิดม็อบชุมนุมทางการเมือง

เศรษฐกิจ คือตัวขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ของประเทศให้ก้าวเดินต่อไปได้ รวมถึงเป็นตัวชี้วัดปากท้องของประชาชนด้วย ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็อ่อนไหวเช่นกันต่อสิ่งเร้าที่เป็นปัจจัยลบ อย่างเช่น การเกิดม็อบชุมนุมทางการเมือง

การเกิดม็อบชุมนุมทางการเมืองไม่ว่ากลุ่มไหน สีอะไร ม็อบอะไร ไม่ว่าจะเป็นม็อบความเห็นต่างทางการเมือง หรือม็อบประท้วงอื่น ๆ จะเกิดขึ้นที่ประเทศไหนก็ตาม แน่นอนอยู่แล้วผลที่ตามมา คือธุรกิจ เศรษฐกิจ ของประเทศนั้น ๆ ย่อมได้รับกระทบ

ธุรกิจน้อยใหญ่ทำมาค้าขายลำบาก เรียกได้ว่าทำทัวริสต์หายค้าขายหด โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในย่านการค้าที่สำคัญ หากอยู่ใกล้พื้นที่การชุมนุมก็ต้องปิดให้บริการ โดยในอดีตบ้านเราในพื้นที่ย่านราชประสงค์ และถนนข้าวสาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร สถานบันเทิง ได้เคยปิดให้บริการระหว่างที่มีการชุมนุมทางการเมืองมาแล้ว

อีกธุรกิจหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่เลย คือ ธุรกิจท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ ถ้าหากในสถานการณ์ปกติไม่มีโรคระบาด หากมีการชุมนุมจะกระทบต่อจิตวิทยานักท่องเที่ยว ให้ชะลอการเดินทางทันที เห็นได้จากตามหน้าสื่อต่าง ๆ ลงข่าวเรื่องการยกเลิกทัวร์กันแบบปัจจุบันทันด่วน ยกตัวอย่างให้เห็นกรณีปิดสนามบิน ต่างชาติรู้ข่าวหนีกันกระเจิดกระเจิง  

 

ไม่เพียงเท่านี้ยังส่งผลต่อนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงในไทย จะชะลอการลงทุนยกแผงทันที จาการชุมนุมในอดีตทำให้เห็นว่านักลงทุนชะลอการลงในภาคอุตสาหกรรม หรือธุรกิจอื่น ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์  หรือจะเข้ามาลงทุนงานบริการอื่น ๆ

 

และเห็นจะเป็นของคู่กัน เมื่อเกิดม็อบตลาดหุ้นก็จะร่วงระเนระนาด แดงทั้งกระดาน แค่ได้ยินข่าวม็อบจะมา ก็แดงแล้ว เพราะนักลงทุน โดยต่างชาติไม่มั่นใจทันที หากมีข่าวว่าจะมีการชุมนุม

 

เช่น เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 ที่ผ่าน ผู้ชุมนุมประกาศก้าวจะประท้วงรัฐบาลหน้ารัฐสภาในวันที่ 24 กันยายน 2563 ทันใดนั้นทำให้การซื้อขายหุ้นไทยวันที่ 21 กันยายน 2563 ปิดตลาดช่วงบ่ายดัชนีอยู่ที่ 1,275.16 ลดลง 13.23 จุด หรือ 1.03% มูลค่าการซื้อขาย 40,130 หมื่นล้านบาท จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นอ่อนไหวง่ายกับสถานการณ์การชุมนุม ทำให้เสี่ยงต่อตลาดเงิน ตลาดทุน จะไหลออกไปยังภูมิภาคอื่นได้

 ในส่วนของการเกิดม็อบการชุมนุมในครั้งนี้ ล่าสุดมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง "ทำไม ทำร้าย ประเทศไทยของฉัน" กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,891 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง 14-17 ตุลาคม 26563 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 92.8% ชี้ว่าม็อบชุมนุมทางการเมืองจะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดหนักกว่าเดิม

 

นอกจากนี้โพลยังมีการยกโมเดลจากประเทศอื่น ๆ ที่มีการชุมนุม แล้วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในนั้นมีการพูดถึงฮ่องกงที่เกิดม็อบสร้างความแตกแยกบนเกาะฮ่องกง ซึ่งในครั้งนั้นเหตุการณ์เริ่มบานปลาย โดยมีการประเมินว่า เหตุการณ์นี้ทำเศรษฐกิจฮ่องกงเสียหายกว่า 93.4 % ส่วนการชุมนุมที่ประเทศลิเบียก็เกิดม็อบการแตกแยกของคนในชาติ ทำเศรษฐกิจทรุดกว่า 91.3 % เช่นกัน

 

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดม็อบอะไร เสื้อสีไหน ในประเทศอะไร ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อจิตวิทยานักลงทุนทั้งไทย และต่างประเทศ ส่วนเรื่องท่องเที่ยวเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกยกเลิกทัวร์แน่นอน ซึ่งหากไม่ใช่ช่วงโควิด-19 ระบาด ทัวร์คงหายเกลี้ยง ส่วนห้างสรรพสินค้าย่านใกล้การชุมนุมก็ต้องปิดหนี ไม่เพียงเท่านี้ ตลาดหุ้นแค่มีข่าวก็แดงเถือกทั้งกระดาน