พรรคเพื่อไทย ระส่ำ นายใหญ่เกิดอาการหัวเสีย อะไรๆ ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง 

17 ธ.ค. 2563 เวลา 8:45 น.

"พรรคเพื่อไทย" ระส่ำ! นายใหญ่เกิดอาการหัวเสีย อะไรๆ ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง 

 

จะบอกว่ากำลังอยู่ในช่วงพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกก็คงไม่ผิดนัก สำหรับความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย ที่มีปรากฎการณ์ใหญ่ๆสองเรื่องเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่กรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ยกหัวขบวนระดับแกนนำลาออกไป 4 คน ข่าวแว่วๆยังมีสมาชิกในกลุ่มก๊วนทยอยหอบผ้าหนีตามไปอีกเป็นพรวน เพื่อร่วมกันก่อร่างสร้างพรรคใหม่ หลังตัวเจ๊และเด็กในสังกัดถูกกลุ่มอำนาจใหม่ตัดแข้งตัดขาไม่ให้มีบทบาทสำคัญภายในพรรค รวมถึงความขัดแย้งเรื่องจุดยืนของพรรคที่พักหลังเริ่มออกมาร้องเพลงกันคนละคีย์ 

คุณหญิงหน่อย ชิ่งแล้ว ลาออกจากพรรคเพื่อไทยพ้นสภาพสม

อีกเรื่องที่ร้อนแรงตีคู่กันมาและใกล้วันสุกดิบเข้ามาทุกที นั่นคือศึกชิงเก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จะเลือกกันในวันที่ 20 ธ.ค.นี้  สนามที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยส่งนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร หรือส.ว.ก๊อง อดีตส.ว.เชียงใหม่ ลงสู้กับนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ซึ่งรายหลังก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เจ้าของพื้นที่เดิมอยู่กับพรรคและเป็นฐานเสียงให้กับเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันถูกพลพรรคเครือข่ายคนแดนไกลทาสีให้เป็นคนของพรรคพลังประชารัฐคู่กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการช่วยหาเสียงครั้งนี้

สองปรากฎการณ์ที่ว่า ทำให้นายใหญ่เจ้าของพรรคตัวจริงเสียงจริงออกอาการหัวเสียไม่น้อย จากที่เคยกบดานอยู่เงียบๆมานานถึงขั้นตบะแตก ต้องออกมากฟาดงวงฟาดงาผ่านทวิตเตอร์ติดๆกันถึงสองรอบ ขับไสไล่ส่งคนที่ตีตัวออกจากพรรค ขณะเดียวกันยังเขียนจดหมายน้อยออดอ้อนชาวเชียงใหม่เป็นภาษาคำเมืองอย่าทิ้งตัวเอง ด้วยการช่วยเลือกนายพิชัยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 

 

“ปี้น้องจาวเจียงใหม่ตี้เคารพฮักทุกท่านครับ วันนี้ผมต้องเขียนจดหมายมาถึงพี่น้องชาวเชียงใหม่เพื่อขออย่าได้ทิ้งผมนะครับ ผมอาจจะถูกทิ้งโดยนักการเมืองบางคนไปบ้าง ผมรู้สึกเฉยๆครับ แต่ถ้าพี่น้องชาวเชียงใหม่บ้านเกิดของผมทิ้งผม ผมคงเสียใจมาก ผมอยู่ต่างประเทศกับน้องสาว (นายกฯ ปู) ก็อยู่ค่อนข้างว่างมีงานไม่มาก” 

แปลจากคำพูดของนายใหญ่เป็นการส่งสัญญาณแตกหักแบบไม่อ้อมค้อม โดยเฉพาะกรณีจดหมายน้อยเลือกทิ่มไปที่นายบุญเลิศกับนายจตุพรอย่างชัดเจน เนื่องจากการเลือกตั้งอบจ.เชียงใหม่รอบนี้เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่สองฝ่ายแพ้กันไม่ได้ โดยเฉพาะฝั่งนายใหญ่หากพลาดในสนามบ้านเกิดจังหวัดเชียงใหม่ แม้จะเป็นสนามเล็กแต่ในทางการเมืองแทบจะต้องเอาปี๊บเดินคลุมหัว ดังนั้นเขาจึงทุ่มหมดหน้าตัก ยอมออกโรงด้วยตัวเองเพื่อรักษาฐานเสียงไว้ให้ได้ 

แต่ทว่าเสียงคำรามของนายใหญ่ไม่ได้ทำให้คนคุ้นเคยอย่างนายจตุพรยอมลดราวาศอกลง กลับตอบโต้อย่างถึงพริกถึงขึง เพียงแต่เขาไม่เลือกชนกับนายใหญ่ตรงๆเท่านั้น แต่พุ่งเป้าไปที่ “เจ๊”คนหนึ่งซึ่งก็รู้ว่าใคร อ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวใส่ร้ายตนเองกับนายบุญเลิศด้วยข้อหาที่แสนเจ็บปวด นั่นคือแอบเปลี่ยนใจไปซบข้างพรรคพลังประชารัฐ เพียงเพราะมีรูปถ่ายคู่กับแกนนำพรรคดังกล่าวที่ไปร่วมงานของกกต. 

 

นอกจากนั้น นายจตุพรยังทิ่มกลับไปแบบแสบๆคันๆถึงตัวผู้สมัครที่เจ๊ส่งเข้าประกวดต่างหากที่น่าเคลือบแคลงสงสัย เพราะมีชื่อพัวพันกับคดีดังของนายบอส อยู่วิทยา และการเสียชีวิตของพยานปากเอก คือนายจารุชาติ มาดทอง ตามผลสอบชุดอาจารย์วิชา มหาคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่นายจตุพรบอกว่ารับไม่ได้ ที่พรรคเลือกคนแบบนี้ให้เป็นตัวเลือกของประชาชน 

“ผมรับไม่ได้ที่ถูกย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กล่าวหาให้ร้ายกันแบบไม่มีมูลความจริง ทั้งที่คนของตัวเองก็ไม่โปร่งใส่ กี่เรื่องแล้วที่เจ๊คนนี้ทำพรรคฉิบหาย” นายจตุพรกล่าว

อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ไม่มีใครทราบได้เสียงลือเสียงเล่าอ้างในแวดวงการเมืองที่กล่าวหานายบุญเลิศกับนายจตุพรรับงานพรรคพลังประชารัฐจริงหรือไม่ หรืออาจเป็นแค่เรื่องเล่าที่พูดกันปากต่อปากโดยปราศจากหลักฐาน แต่การที่นายใหญ่เลือกเปิดศึกกับคนกันเองแบบนี้จะว่าไปไม่เป็นผลดีเท่าไหร่นัก เท่ากับกำลังผลักมิตรให้กลายเป็นศัตรู

อีกนัยหนึ่งมันก็มีเสียงพูดกันให้แซดจากคนกันเอง สาเหตุที่นายใหญ่หัวเสียต้องยอมเปิดหน้าเล่นด้วยตัวเองแบบนี้ เนื่องจากความระส่ำระสายภายในพรรคเพื่อไทยที่ร้างลาการเป็นรัฐบาลมายาวนานหลายปี นับวันจะสาละวันเตี้ยลง ขณะที่ขั้วอำนาจของบรรดาลุงๆ แม้จะมีกลุ่มคณะราษฎรคอยรบกวนใจอยู่เนืองๆ แต่อำนาจยังคงกระชับมือควบคุมกลไกต่างๆได้หมด ครั้นหันไปมองบทบาทส.ส.ในสภาของพรรคยิ่งไม่มีผลงานให้จับต้องได้ คอยเดินตามเกมของพรรครุ่นน้องอย่างก้าวไกลที่กำลังรุกหนักเช่นกันในสนามท้องถิ่น 

ประกอบกับผลโพลของพรรคในสนามเลือกตั้งอบจ.เชียงใหม่ คะแนนผู้สมัครยังตามขู่แข่งอยู่หลายขุม แต่เหลือเวลาไม่มากแล้ว จึงอาศัยลูกลิเกออกโรงอ้อนแม่ยกด้วยคำพูดที่ว่าพี่น้องอย่าทิ้งผมไป โดยเชื่อว่าคำพูดของตัวเองยังคงศักดิ์สิทธิ์

นี่สมมติ หากพรรคเพื่อไทยเกิดพลาดสนามเชียงใหม่ขึ้นมาตามผลโพลล์จริงๆคงดูไม่จืด อย่างที่บอกสนามนี้เป็นตัววัดพลังวัดบารมีนายใหญ่และพรรคเพื่อไทย ต้องชนะสถานเดียว สู้เพื่อกู้ศักดิ์ศรี และที่สำคัญต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า การดำรงอยู่ทางการเมืองของตระกูลบูรณุปกรณ์อยู่ได้เพราะคนแดนไกล ไม่ใช่คนแดนไกลไปพึ่งบารมีคนตระกูลนี้ 

ดังนั้น แฟนๆจงอดใจรอ อีกไม่กี่วันความจริงก็จะปรากฎให้เห็น สรุปแล้วใครพึ่งใครกันแน่ 

แต่ที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ตอนนี้ใครบางคนคงนั่งไม่ติดพื้นแน่นอน เพราะอะไรๆ มันไม่ได้ดั่งใจเลยสักอย่าง !!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด