
SHORT CUT
อัปเดต! ปี’69 น่านมีป่าสมบูรณ์ 4.6 ล้านไร่-ภูเขาหัวโล้น 8 แสนไร่ แม่น้ำน่าน ไหลลงเจ้าพระยา40% หล่อเลี้ยงผู้คน ธุรกิจ
จากสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่านที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบมาถกเถียงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ คือเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าและภูเขาหัวโล้น โดยมีการตั้งคำถามว่า การสูญเสียพื้นที่ป่าคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้น่านต้องเผชิญน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือไม่
ขณะที่คนน่านจำนวนไม่น้อยออกมาโต้แย้งว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่สามารถอธิบายด้วยเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายด้าน ทั้งลักษณะภูมิประเทศ ปริมาณฝนที่ตกหนักในช่วงเวลาสั้นๆ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และสภาพลำน้ำที่ล้วนมีส่วนทำให้สถานการณ์น้ำรุนแรงขึ้น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า น่านมีป่าหรือไม่มีป่า แต่คือวันนี้น่านเหลือพื้นที่ป่าอยู่มากแค่ไหน ภูเขาหัวโล้นมีขนาดใหญ่เพียงใด และป่าที่เหลืออยู่มีความสำคัญต่อคนทั้งประเทศอย่างไร
วันนี้จึงชวนสำรวจข้อมูลผืนป่าจังหวัดน่านล่าสุดในปี 2569 ตั้งแต่พื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ ภูเขาหัวโล้น ป่าต้นน้ำ ไปจนถึงบทบาทของแม่น้ำน่านที่ไม่ได้หล่อเลี้ยงเฉพาะคนน่าน แต่เป็นหนึ่งในสายน้ำสำคัญที่ไหลลงไปหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย
สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7.17 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่คงสภาพป่าไม้ประมาณ 4.60 ล้านไร่ หรือราว 61% ของพื้นที่จังหวัด ขณะที่พื้นที่ป่าตามกฎหมาย ทั้งป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ มีประมาณ 6.05 ล้านไร่ หรือ 79.81% ของพื้นที่จังหวัด
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพอีกด้านของน่านว่า แม้จังหวัดจะถูกพูดถึงเรื่องภูเขาหัวโล้นและการสูญเสียป่าอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดยังอยู่ในเขตป่า และมีผืนป่าที่คงสภาพอยู่หลายล้านไร่
กรมป่าไม้ เปิดเผยว่า หากจำแนกประเภทป่าตามหลักวิชาการ พื้นที่ป่าในจังหวัดน่านแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ป่าไม่ผลัดใบ ได้แก่ ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง และป่าสนธรรมชาติ กับป่าผลัดใบ ได้แก่ ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านและอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญ พบป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรังกระจายอยู่เป็นพื้นที่กว้างตามแนวเทือกเขา
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาพื้นที่ภูเขาหัวโล้นยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของจังหวัด
มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดน่านมีพื้นที่ภูเขาหัวโล้นประมาณ 8 แสนไร่ หรือประมาณ 11% ของพื้นที่จังหวัด และมีพื้นที่ป่าที่สูญเสียไปมากกว่า 1.8 ล้านไร่ จากการถางพื้นที่เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพด
อย่างไรก็ตาม น่านเริ่มเดินหน้าหลายแนวทางเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม ทั้งน้ำพางโมเดล น่านโมเดล และแนวคิดสวมหมวกใส่รองเท้าให้ภูเขาหัวโล้น รวมถึงการแบ่งพื้นที่จัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ควบคู่กับโครงการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และการส่งเสริมเกษตรเชิงนิเวศ เพื่อเปลี่ยนจากการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวไปสู่รูปแบบการทำเกษตรที่อยู่ร่วมกับป่าได้มากขึ้น
แต่การฟื้นฟูภูเขาและระบบนิเวศไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในเวลาไม่กี่ปี โดยข้อมูลจากมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ระบุว่า การฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปีขึ้นไปจึงจะเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน
ขณะที่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เผยแพร่รายงานสถานการณ์ป่าไม้ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า ภาพรวมการสูญเสียพื้นที่ป่าในภาคเหนือยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับจังหวัดน่าน ปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตรเชิงเดี่ยว มากกว่าการตัดไม้เพื่อการค้าโดยตรง
แม้เจ้าหน้าที่จะยังคงเข้มงวดในการตรวจสอบและยึดคืนพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกบุกรุก แต่ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่ายังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ และเป็นปัญหาที่จัดการให้หมดไปได้ไม่ง่าย
เมื่อมองจากเรื่องป่า มาถึงเรื่องน้ำ จะเห็นว่าความสำคัญของผืนป่าน่านไม่ได้จบอยู่แค่ในจังหวัด
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับคณะวิจัยสถานีวิจัยลุ่มน้ำขุนสถาน เปิดเผยว่า ป่าต้นน้ำในจังหวัดน่านบริเวณยอดเขาและสันเขา เป็นแหล่งกำเนิดของลำน้ำสาขาขนาดเล็กจำนวนหลายร้อยสาย ก่อนจะไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำน่าน
หน้าที่ของป่าต้นน้ำจึงไม่ได้มีเพียงการเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ยังทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝน ชะลอการไหลของน้ำลงสู่ลำธาร รักษาความชื้นในดิน ป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน และช่วยกรองตะกอนก่อนลงสู่แม่น้ำ
เมื่อป่าถูกทำลาย ความสามารถในการอุ้มน้ำของพื้นที่ก็ลดลง น้ำฝนจึงมีโอกาสไหลบ่าลงจากพื้นที่สูงได้รวดเร็วขึ้นในช่วงฝนตกหนัก ขณะเดียวกัน เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง น้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในระบบธรรมชาติก็ลดลง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำมีความสามารถในการปล่อยน้ำอย่างต่อเนื่องลดลงตามไปด้วย
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการพูดถึงป่าน่านจึงไม่ได้เป็นเรื่องของคนน่านเพียงอย่างเดียว
กรมชลประทาน ร่วมกับผลงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ เปิดเผยว่า แม่น้ำน่านเป็นหนึ่งในสายน้ำหลักที่ส่งน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลผ่านจุดบรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ และยังมีส่วนส่งตะกอนลงสู่ระบบแม่น้ำประมาณ 57%
ลุ่มน้ำน่านยังครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคในจังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ซึ่งมีประชาชนและภาคการเกษตรพึ่งพาทรัพยากรน้ำจากระบบลุ่มน้ำนี้เป็นจำนวนมาก
ดังนั้น ภูเขาหัวโล้นและการสูญเสียป่าในน่านจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพภูเขาที่เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นน้ำตาล แต่เชื่อมโยงไปถึงระบบน้ำทั้งลุ่มน้ำ
อย่างไรก็ตาม หากถามว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในน่านมีสาเหตุจากการตัดไม้ทำลายป่าเพียงอย่างเดียวหรือไม่ คำตอบคงไม่สามารถสรุปได้ง่ายเช่นนั้น เพราะน้ำท่วมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งฝน ลักษณะภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบระบายน้ำ สภาพลำน้ำ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
สิ่งที่ข้อมูลเหล่านี้กำลังบอกคือ น่านยังมีป่าคงสภาพอยู่ประมาณ 4.6 ล้านไร่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีภูเขาหัวโล้นประมาณ 8 แสนไร่ และมีประวัติการสูญเสียพื้นที่ป่าจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินมากกว่า 1.8 ล้านไร่
โจทย์สำคัญจึงอาจไม่ใช่การหาคนผิดเพียงฝ่ายเดียว แต่คือการรักษาป่าที่เหลืออยู่ ฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม และจัดการพื้นที่ต้นน้ำอย่างจริงจัง เพราะแม่น้ำน่านไม่ได้ไหลผ่านเพียงจังหวัดน่าน แต่ยังเดินทางต่อไปหล่อเลี้ยงผู้คนและเศรษฐกิจในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
หากวันนี้คนกำลังตั้งคำถามว่า ป่ากับน้ำท่วมเกี่ยวข้องกันแค่ไหน คำตอบอาจอยู่ที่การมองให้ไกลกว่าภูเขาในจังหวัดน่าน เพราะทุกหยดน้ำจากต้นน้ำกำลังเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนอีกหลายจังหวัดที่อยู่ปลายน้ำ
แหล่งข้อมูล สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สถานีวิจัยลุ่มน้ำขุนสถาน มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และกรมชลประทาน