
SHORT CUT
ทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากฝนตกหนักสุดขั้วในหลายพื้นที่ ตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงพื้นที่อื่นๆ ที่มีสภาพอากาศและภูมิประเทศเอื้อต่อการก่อตัวของฝนรุนแรง ขณะที่ข้อมูลจาก Hong Kong Observatory (HKO) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1984 ฮ่องกงมีวันที่เกิดฝนระดับ Severe Rainstorm แล้ว 103 วัน และในจำนวนนี้ 9 วัน มีฝนรุนแรงถึงระดับ Exceptionally Severe Rainstorm ส่วนประเทศไทย แม้ยังไม่มีสถิติทางการที่นับ ‘Rain Bomb’ โดยตรง แต่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ระบุว่า Rain Bomb เป็นคำที่ใช้เรียกฝนที่ตกหนักและรวดเร็วในพื้นที่จำกัด และภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มปริมาณไอน้ำในบรรยากาศ ซึ่งอาจทำให้ฝนสุดขั้วรุนแรงขึ้น ทั่วโลกจับตา ‘ระเบิดฝน’ ฝนถล่มหนักในเวลาสั้น ฮ่องกงพบฝนสุดขั้ว 103 วัน รุนแรง 9 ครั้ง ขณะที่ไทยเสี่ยงภาคใต้-เหนือและเมืองใหญ่ เหตุโลกร้อนเติมความชื้นให้ฝนหนักกว่าเดิม
ทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากฝนตกหนักสุดขั้วในหลายพื้นที่ ตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงพื้นที่อื่นๆ ที่มีสภาพอากาศและภูมิประเทศเอื้อต่อการก่อตัวของฝนรุนแรง ขณะที่ข้อมูลจาก Hong Kong Observatory (HKO) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1984 ฮ่องกงมีวันที่เกิดฝนระดับ Severe Rainstorm แล้ว 103 วัน และในจำนวนนี้ 9 วัน มีฝนรุนแรงถึงระดับ Exceptionally Severe Rainstorm ส่วนประเทศไทย แม้ยังไม่มีสถิติทางการที่นับ ‘Rain Bomb’ โดยตรง แต่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ระบุว่า Rain Bomb เป็นคำที่ใช้เรียกฝนที่ตกหนักและรวดเร็วในพื้นที่จำกัด และภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มปริมาณไอน้ำในบรรยากาศ ซึ่งอาจทำให้ฝนสุดขั้วรุนแรงขึ้น
Hong Kong Observatory (HKO) เปิดเผยข้อมูลสถิติฝนสุดขั้วของฮ่องกงว่า ตั้งแต่เครือข่ายสถานีวัดฝนอัตโนมัติเริ่มจัดตั้งในปี 1984 ฮ่องกงมีวันที่เกิด Severe Rainstorm ซึ่งหมายถึงฝนที่มีความเข้มมากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของเขตปกครองแล้ว 103 วัน และในจำนวนนี้มี 9 วัน ที่ฝนตกถึงระดับ Exceptionally Severe Rainstorm หรือมีความเข้มฝนมากกว่า 140 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง โดย HKO ระบุว่าเหตุการณ์ฝนรุนแรงระดับนี้พบมากในเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และสิงหาคม
ข้อมูลของ HKO ยังชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มฝนสุดขั้วเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดยการประเมินอนาคตระบุว่า จำนวนวันที่ฮ่องกงมีฝนสุดขั้ว ซึ่งกำหนดจากฝนรายวันตั้งแต่ 100 มิลลิเมตรขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดศตวรรษนี้ ขณะที่ค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1995–2014 อยู่ที่ประมาณ 4.3 วันต่อปี
ส่วนคำว่า ‘ระเบิดฝน’ หรือ Rain Bomb นั้น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) อธิบายว่า ไม่ใช่ศัพท์ทางอุตุนิยมวิทยาอย่างเป็นทางการ แต่ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายเหตุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและรวดเร็วในพื้นที่แคบๆ โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับปรากฏการณ์ Wet Microburst ซึ่งเป็นกระแสลมที่พุ่งลงอย่างแรงจากพายุฝนฟ้าคะนองและแผ่กระจายเมื่อกระทบพื้นผิวโลก DCCE ระบุว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นในเวลาเพียง 5–10 นาที แต่สามารถทำให้เกิดฝนในอัตรา 2–4 นิ้วต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงในแนวราบได้ถึง 100–200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การนับว่าเกิด Rain Bomb แล้วกี่ครั้ง เพราะ กรมอุตุนิยมวิทยาไม่ได้ใช้ Rain Bomb เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการจัดประเภทเหตุการณ์ฝน แต่ควรพิจารณาจากเหตุการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งในประเทศไทยสามารถเกิดได้จากหลายระบบอากาศ ทั้งมรสุม ร่องมรสุม พายุ และสภาพภูมิประเทศ
กรมอุตุนิยมวิทยา (TMD) ระบุในพยากรณ์อากาศวันที่ 1 กันยายน 2569 ว่า ช่วงวันที่ 1–2 กันยายน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังค่อนข้างแรงปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยา ยังเตือนให้ประชาชนระวังฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มใกล้ทางน้ำ
หากแบ่งพื้นที่เสี่ยงของไทยตามลักษณะภูมิประเทศและสภาพอากาศ สามารถจับตาได้อย่างน้อย 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ ภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามันและพื้นที่รับมรสุม เพราะมีแหล่งความชื้นจากทะเลจำนวนมาก เมื่อมรสุมมีกำลังแรงหรือเกิดระบบฝนที่เคลื่อนตัวช้า ปริมาณฝนสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้
กลุ่มที่สองคือ ภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ภูเขา เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และพื้นที่ตามแนวภูเขา เนื่องจากภูมิประเทศสามารถบังคับให้อากาศชื้นยกตัว เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจากพื้นที่สูงสามารถไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว จึงต้องระวังทั้งน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม
กลุ่มที่สามคือ พื้นที่เมืองและพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าโดยตรง แต่มีความเสี่ยงจากฝนที่ตกลงมาในปริมาณมากภายในเวลาสั้น เพราะพื้นคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างทำให้น้ำซึมลงดินได้น้อย หากฝนเกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำ ก็สามารถเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้
ด้าน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) อธิบายเพิ่มเติมว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้อากาศสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น โดยประมาณ 7% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส เมื่อมีไอน้ำในบรรยากาศมากขึ้น หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสมก็มีโอกาสเกิดฝนตกหนักและรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า Rain Bomb ได้
ขณะที่ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อวัฏจักรน้ำ เพราะบรรยากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น และเหตุการณ์ฝนตกหนักมีทั้งความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 โดยข้อมูลที่ WMO อ้างอิงจาก IPCC ระบุว่า ฝนตกหนักสุดขั้วรายวันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นประมาณ 7% ต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก 1 องศาเซลเซียส
WMO ยังรายงานใน State of the Global Climate 2025 ว่า ช่วงปี 2015–2025 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงฝนตกหนักและพายุหมุนเขตร้อน ยังคงสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การเกิดฝนตกหนักแต่ละครั้งไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากภาวะโลกร้อนเพียงปัจจัยเดียว เพราะยังมีตัวแปรสำคัญทั้งมรสุม พายุ แนวปะทะอากาศ ร่องมรสุม ความกดอากาศ และภูมิประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ภาวะโลกร้อนทำคือเพิ่มความสามารถของบรรยากาศในการกักเก็บความชื้น ทำให้เมื่อเงื่อนไขทางอุตุนิยมวิทยาเหมาะสม เหตุฝนตกหนักสุดขั้วมีโอกาสรุนแรงขึ้น
ดังนั้น หากถามว่า ทั่วโลกเกิด ‘Rain Bomb’ แล้วกี่ครั้ง และไทยเกิดกี่ครั้ง คำตอบที่แม่นยำที่สุดในเวลานี้คือ ยังไม่มีสถิติรวมอย่างเป็นทางการทั้งในระดับโลกและประเทศไทย เพราะ Rain Bomb ไม่ใช่คำจำแนกทางอุตุนิยมวิทยาที่มีเกณฑ์เดียวกันทั่วโลก แต่มีข้อมูลฝนสุดขั้วจำนวนมากที่สะท้อนความเสี่ยงได้ชัดเจน เช่น ฮ่องกงที่มีเหตุ Severe Rainstorm แล้ว 103 วัน และในจำนวนนี้ 9 วันมีความรุนแรงระดับมากกว่า 140 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง
สำหรับไทย จึงควรจับตา ภาคใต้ที่รับความชื้นจากทะเล ภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ภูเขาที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม รวมถึงเมืองใหญ่และพื้นที่ลุ่มต่ำที่ระบบระบายน้ำอาจรับมือกับฝนปริมาณมากในเวลาสั้นไม่ไหว โดยเฉพาะในช่วงที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากและมีฝนตกสะสม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่เพียงคำว่า ‘Rain Bomb’ แต่คือ ฝนที่ตกหนักมากในเวลาสั้นจนพื้นที่รับมือไม่ทัน และในโลกที่อุ่นขึ้น ความเสี่ยงจากฝนสุดขั้วก็เป็นสิ่งที่ทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนต้องเตรียมพร้อมรับมือมากขึ้น