‘ก๊าซเรือนกระจกแช่แข็ง’ รั่วไหลจากอาร์กติก ซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อน

‘ก๊าซเรือนกระจกแช่แข็ง’ รั่วไหลจากอาร์กติก ซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อน

จากแหล่งดูดซับคาร์บอนสู่ตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อชั้นดินแช่แข็งอาร์กติกเริ่มละลายหนัก เปลี่ยนก๊าซมีเทนใต้ดินเป็นระเบิดเวลาซ้ำเติมโลกร้อน

SHORT CUT

  • ชั้นดินเยือกแข็งถาวรในอาร์กติกกำลังละลายอย่างรวดเร็วจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บไว้มหาศาลรั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศ
  • การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกได้เปลี่ยนอาร์กติกจากแหล่งดูดซับคาร์บอนกลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซแห่งใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเร่งให้โลกร้อนขึ้นอีก 20% ภายในสิ้นศตวรรษนี้
  • นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าแบบจำลองภูมิอากาศในปัจจุบันมักไม่ได้รวมการปล่อยก๊าซส่วนนี้ไว้ในการคำนวณ อาจทำให้การประเมินวิกฤตโลกร้อนในอนาคตต่ำกว่าความเป็นจริง

จากแหล่งดูดซับคาร์บอนสู่ตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อชั้นดินแช่แข็งอาร์กติกเริ่มละลายหนัก เปลี่ยนก๊าซมีเทนใต้ดินเป็นระเบิดเวลาซ้ำเติมโลกร้อน

นักวิทยาศาสตร์และนักนิเวศวิทยาจากสถาบันวิจัยชั้นนำระดับโลก ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญเกี่ยวกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อชั้นดินเยือกแข็งถาวร (Permafrost) ในแถบอาร์กติก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในอะแลสกา แคนาดา ไซบีเรีย และเขตขั้วโลก กำลังละลายอย่างรวดเร็วเนื่องจากอุณหภูมิแถบขั้วโลกเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่นของโลกถึง 4 เท่า ส่งผลให้ก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลที่เคยถูกแช่แข็งอยู่ใต้ดินมานานหลายพันปี รั่วไหลออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถหยุดยั้งได้

ชั้นดินเยือกแข็งถาวรถือเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ของโลก โดยมีปริมาณคาร์บอนที่ถูกแช่แข็งสะสมอยู่มากกว่าคาร์บอนในชั้นบรรยากาศถึง 3 เท่า จากการเน่าเปื่อยของซากพืชและสัตว์ยุคน้ำแข็งที่ถูกทับถม ในอดีต อาร์กติกทำหน้าที่เป็น ‘แหล่งดูดซับคาร์บอน’ ช่วยรักษาสมดุลภูมิอากาศโลก แต่ผลวิจัยล่าสุดระบุว่าระบบนี้เปรียบเสมือน ‘ยักษ์ที่กำลังตื่นขึ้น’ เมื่อความร้อนทำให้น้ำแข็งละลาย จนเปลี่ยนให้อาร์กติกกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหม่ที่จะซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อนร่วมกับการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์

‘ก๊าซเรือนกระจกแช่แข็ง’ รั่วไหลจากอาร์กติก ซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อน

งานวิจัยคาดการณ์ว่า ก๊าซที่รั่วไหลจากชั้นดินเยือกแข็งจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกราว 0.25 องศาเซลเซียส หรือเร่งให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 20% ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งสร้างความกังวลแก่เหล่านักวิทยาศาสตร์เนื่องจากแบบจำลองทางภูมิอากาศและรายงานของสหประชาชาติ (UN) ในปัจจุบัน มักละเลยและไม่ได้นำตัวเลขการปล่อยก๊าซจากชั้นดินเยือกแข็งที่ละลายนี้ไปคำนวณรวมในเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลก ส่งผลให้การประเมินวิกฤตโลกร้อนในอนาคตอาจต่ำกว่าความเป็นจริง

นอกจากกระทบต่ออุณหภูมิโลกแล้ว การละลายของชั้นดินเยือกแข็งยังทำลายความเสถียรของพื้นดิน จนเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ (Sinkholes) กว่า 40,000 แห่งทั่วอาร์กติก ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐาน บ้านเรือน ถนน และท่อส่งน้ำมันทรุดตัวเสียหาย รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติดินและธารน้ำแข็งถล่มในพื้นที่สูง นักธรณีฟิสิกส์เน้นย้ำว่าการสะสมของคาร์บอนใต้ชั้นดินต้องใช้เวลานานหลายหมื่นปี และมีเพียงการเข้าสู่ยุคน้ำแข็งรอบใหม่เท่านั้นที่จะหยุดยั้งการรั่วไหลนี้ได้ นี่จึงไม่ใช่ภัยคุกคามในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน