ฝนตกเท่าเดิม แต่น้ำท่วมหนักขึ้น วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่แค่ตั้งรับ อาจยังไม่พอ

ฝนตกเท่าเดิม แต่น้ำท่วมหนักขึ้น วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่แค่ตั้งรับ อาจยังไม่พอ

สงสัยไหม ทำไมฝนตกเท่าเดิม แต่สถานการณ์น้ำท่วมดูหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไทยกำลังเผชิญ วิกฤตน้ำซ้อนวิกฤต ที่แค่ตั้งรับอาจยังไม่พอ และนี่คือความเห็นจากศูนย์กันก่อนท่วมจากจุฬาฯ

ชาวกรุงเทพ Native คงได้รู้ซึ้งแล้ว ว่าเวลาฝนตกในเมืองไม่กี่ชั่วโมง นอกจากรถติดวินาศแล้ว น้ำก็เริ่มเจิ่งนองเต็มถนน จนบางทีอาจะเกิดน้ำท่วมระยะสั้นได้เลย

หลายคนอาจคิดว่า ‘มันก็น้ำรอการระบาย เดี๋ยวก็แห้ง’ หรือคิดว่า ‘ปีไหนฝนตกหนักก็คงเป็นดวงไม่ดี ที่มากลั่นแกล้งคนหลังเลิกงาน’ แต่จริง ๆ แล้ว ‘การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ’ และ ‘การจัดการน้ำของประเทศ’ ต่างหากที่เป็นปัจจัยให้เราต้องลำบากกันแบบนี้

นี่คือสรุปสาระสำคัญที่ Keep The World ได้เข้าไปฟังในงานเสวนา “The Water Wake-up Call” โดยศูนย์กันก่อนท่วม ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับ MIT Urban Risk Lab 

ฝนตกเท่าเดิม แต่น้ำท่วมหนักขึ้น วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่แค่ตั้งรับ อาจยังไม่พอ

การวัดความเสี่ยงเรื่องน้ำ ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘ปริมาณฝน’ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และถ้าเรายังใช้ความทรงจำหรือแบบจำลองเดิม ๆ ในการรับมือ… ความเสียหายที่เราต้องจ่ายอาจสูงเกินกว่าจะรับไหว

โจทย์ใหม่ของธรรมชาติ เมื่อ ‘น้ำเปลี่ยน ฟ้าเปลี่ยน ดินเปลี่ยน’

ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เจอฝนสะสมบางพื้นที่เฉียดหรือเกิน 300 มิลลิเมตรภายในเวลาแค่ 48 ชั่วโมง! ภาพฝนตกหนักแบบ ‘ฝนแช่’ นานข้ามวันข้ามคืนกำลังกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) จากผลกระทบของ Climate Change

Cr.Reuters

ไม่เพียงเท่านั้น เรายังต้องเจอกับปรากฎการณ์ ‘ท่วมในแล้ง’ (ฝนทิ้งช่วงอยู่นาน พอมาทีตกหนักจนท่วม) และ ‘แล้งในท่วม’ (ช่วงฝนตกกักเก็บไว้ไม่ได้ พอถึงฤดูกลับไม่มีน้ำใช้) โครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่เคยถูกออกแบบเมื่อหลายสิบปีก่อน จึงกำลังทำงานเกินขีดความสามารถที่จะรองรับได้

“น้ำไม่ได้ผิด ระบบก็ไม่ได้ผิด แต่โจทย์มันกำลังเปลี่ยน”

น้ำท่วมเมืองไม่ใช่เรื่องของ ‘น้ำเหนือ’ อย่างเดียวอีกต่อไป

เวลาพูดถึงน้ำท่วม คนไทยมักจะย้อนคิดถึงมหาอุทกภัยปี 2554 แต่วันนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้ว น้ำท่วมเมืองยุคนี้เกิดจากปัจจัยซ้อนทับกันหลายมิติ

  • น้ำเหนือ ที่ไหลหลากลงมา
  • น้ำทะเลหนุน ที่ดันไม่ให้น้ำระบายออก
  • ฝนตกแช่ ตกหนักสะสมในพื้นที่เมือง

เมื่อ 3 ปัจจัยยี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันคือปรากฎการณ์ ‘Black Swan’ หรือภัยพิบัติซ้อนทับที่เกินกว่าประสบการณ์เดิมจะคาดเดาได้ การเอาแต่ถามว่า ‘ปีนี้จะท่วมเหมือนปี 54 ไหม?’ จึงอาจไม่ใช่คำถามที่ถูกจุด แต่คำถามที่แท้จริงคือ ‘น้ำกำลังมาจากไหน จะไปทางไหน และเมืองของเรายังมีศักยภาพรับน้ำได้อีกเมื่อไหร่?’

Cr.Reuters

Water Risk = Business Risk น้ำท่วมเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่ชาวบ้าน

บทเรียนจากปี 2554 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท น้ำท่วมไม่ได้ท่วมแค่บ้านเรือน แต่ตัดขาดตั้งแต่ ถนน / นิคมอุตสาหกรรม / ระบบโลจิสติกส์ / ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการจ้างงานและการลงทุนของประเทศ

ดังนั้น ภาคธุรกิจและเมืองจะมองเรื่องน้ำเป็นแค่ ‘ภัยธรรมชาติที่ต้องคอยลุ้น’ ไม่ได้อีกต่อไป การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ และการทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

จาก ‘ตั้งรับ’ สู่ ‘Water Resilience’ 4 ทางรอดที่ไทยต้องรีบทำ

ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ MIT Urban RISK Lab ได้เสนอแนวทางก้าวข้ามวิกฤตน้ำไว้ 4 ข้อสำคัญ

  1. Blue Infrastructure (เมืองที่อยู่ร่วมกับน้ำ) : ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้เมืองสามารถ เก็บ-หน่วง-ซึม-ระบาย ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เมืองมีความยืดหยุ่น ยิ่งเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) เมืองยิ่งปลอดภัยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
  2. Water Intelligence (เปลี่ยนข้อมูลเป็น One Picture) : ปัจจุบันไทยมีหน่วยงานจัดการน้ำกว่า 40 หน่วยงาน หัวใจสำคัญไม่ใช่การมีข้อมูลเยอะ แต่คือการรวมให้เป็นระบบเดียว (Integrated Water Data Platform) ที่ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน สื่อสารเตือนภัยได้ ก่อนวิกฤตจะมาถึง
  3. Water Smart Community (คนต้องพร้อมก่อนน้ำมา) : ทุกครัวเรือนต้องมีแผนรับมือฉุกเฉินอย่างน้อย 72 ชั่วโมง (อาหาร น้ำ ยา เส้นทางอพยพ) ชุมชนต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้รอความช่วยเหลือ’ มาเป็น ‘ผู้ร่วมจัดการความเสี่ยง’
  4. National Water Command (วาระแห่งชาติ) : ยกระดับระบบบัญชาการน้ำ 24/7 เพื่อให้การแจ้งเตือน ตัดสินใจ และการลงมือปฏิบัติเป็นไปอย่างมีเอกภาพ

น้ำท่วมและความเสี่ยงด้านน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ภาระของใคร ในวันที่ฟ้า ฝน และดินเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘คนต้องเปลี่ยนด้วย’

Cr.Nation Photo

หากเรายกระดับจากการมองน้ำเป็น ‘ภัย/ค่าใช้จ่าย’ เปลี่ยนให้เป็น ‘การลงทุน’ เพื่อสร้างความมั่นคงในทุกฤดูกาล เราจะสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงเรื่องน้ำให้กลายเป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศไทยได้ในที่สุด

related