โบลิเวียประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

โบลิเวียประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

โบลิเวียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ รับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ทำสัตว์เลี้ยงตายเฉียดแสน-ความอดอยากลามละตินอเมริกา

SHORT CUT

  • รัฐบาลโบลิเวียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อเร่งจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
  • ผลกระทบจากเอลนีโญทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงใน 6 จาก 9 จังหวัดของประเทศ ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 78,000 ครัวเรือน และทำให้ปศุสัตว์ล้มตายจำนวนมาก
  • ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งนี้คาดว่าจะรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าผลกระทบจะลากยาวไปจนถึงปี 2027

โบลิเวียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ รับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ทำสัตว์เลี้ยงตายเฉียดแสน-ความอดอยากลามละตินอเมริกา

รัฐบาลโบลิเวียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรรับมือกับวิกฤตภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยประธานาธิบดีโรดริโก ปาซ แห่งโบลิเวีย ได้ลงนามในพระราชกฤษฎีกาฉุกเฉิน พร้อมสั่งการเร่งด่วนให้ส่งทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือลงพื้นที่ประสบภัยแล้งและน้ำท่วมขังรุนแรง โดยเน้นย้ำว่ารอบนี้โบลิเวียต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เนื่องจากผลกระทบรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

รายงานล่าสุดจากรัฐบาลโบลิเวียระบุว่า ภาวะภัยแล้งจัดได้ขยายวงกว้างกระทบ 6 จาก 9 จังหวัดของประเทศ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนแล้วกว่า 78,000 ครอบครัว และส่งผลให้ปศุสัตว์ขาดน้ำและอาหารจนตายไปแล้วมากกว่า 75,000 ตัว ขณะเดียวกัน โบลิเวียยังต้องรับมือกับความเสี่ยงอุทกภัยฉับพลัน ซึ่งเคยสร้างความสูญเสียใหญ่ในภูมิภาคซานตาครูซเมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมา

โบลิเวียประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในโบลิเวีย แต่กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาคละตินอเมริกา:

ชิลี: กรุงซานติอาโก เผชิญปริมาณน้ำฝนในเดือนตุลาคมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

เปรู: ไฟป่ารุนแรงจากสภาพอากาศแห้งแล้งและคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 12 ราย

โบลิเวียประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

เตือนภัยขั้นสูงสุด: ยูเอ็นคาดเอลนีโญลากยาวถึงปี 2027

ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลให้ทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบฝนทั่วโลกเปลี่ยนไป ถือเป็นวัฏจักรธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุก 2–7 ปี ทว่าเอลนีโญรอบนี้ถูกประเมินว่าอาจเป็นหนึ่งในรอบที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2026 และลากยาวผลกระทบไปจนถึงปี 2027

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานยืนยันว่า มีความน่าจะเป็นเกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทรงตัวและทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2027

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศคาดการณ์ว่า ความรุนแรงของซูเปอร์เอลนีโญรอบนี้อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกรวมกันสูงเกิน 450,000 ราย โดยกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยและขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานจะกลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดที่ต้องแบกรับความสูญเสียครั้งใหญ่นี้