รู้จัก! ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ พลังงานสะอาดจากธรรมชาติ สกัด 2% ใช้ได้นาน 200 ปี

รู้จัก! ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ พลังงานสะอาดจากธรรมชาติ สกัด 2% ใช้ได้นาน 200 ปี

ชวนรู้จัก ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ พลังงานสะอาดจากธรรมชาติ จุดเด่นต้นทุนต่ำ เผาไหม้ไร้คาร์บอน แต่ยังท้าทายด้านการสกัดและปริมาณใช้งานจริง

SHORT CUT

  • ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ คือพลังงานธรรมชาติ เผาไหม้แล้วปล่อยเพียงไอน้ำ ไม่ปล่อยคาร์บอน
  • มีศักยภาพต้นทุนต่ำ และอาจช่วยภาคอุตสาหกรรมหนักลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ยังมีข้อจำกัดด้านการสกัด ปริมาณที่เข้าถึงได้จริง และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

ชวนรู้จัก ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ พลังงานสะอาดจากธรรมชาติ จุดเด่นต้นทุนต่ำ เผาไหม้ไร้คาร์บอน แต่ยังท้าทายด้านการสกัดและปริมาณใช้งานจริง

ท่ามกลางความพยายามของโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ หรือไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในความหวังใหม่ของระบบพลังงานสะอาดในอนาคต ด้วยคุณสมบัติที่เผาไหม้แล้วปล่อยเพียงไอน้ำ และไม่ต้องพึ่งกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนเหมือนไฮโดรเจนรูปแบบอื่น

ไฮโดรเจนชนิดนี้เกิดขึ้นใต้พื้นผิวโลกจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ใช้เวลานับล้านปี เช่น ปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับหินที่มีแร่เหล็ก หรือการสลายตัวของน้ำด้วยรังสีจากธาตุกัมมันตรังสีใต้ดิน ก๊าซที่เกิดขึ้นจะสะสมอยู่ในชั้นหิน และในบางกรณีสามารถไหลขึ้นสู่ผิวโลกผ่านรอยแยกได้เอง

การค้นพบศักยภาพของไฮโดรเจนธรรมชาติไม่ได้เกิดจากแผนการทดลองล้ำสมัย หากแต่เป็นเรื่องบังเอิญ ตั้งแต่ปี 1987 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในประเทศมาลี ที่ชาวบ้านพบก๊าซติดไฟได้ระหว่างขุดบ่อน้ำ ก่อนจะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าจนกลายเป็นต้นแบบการใช้พลังงานรูปแบบนี้ในระดับชุมชน

ข้อมูลจากหน่วยงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐประเมินว่า โลกอาจมีไฮโดรเจนสะสมอยู่ใต้ดินมากถึงหลายล้านล้านตัน แม้ส่วนใหญ่จะอยู่ลึกเกินกว่าจะเข้าถึง แต่หากสามารถดึงขึ้นมาใช้ได้เพียงส่วนน้อย ก็อาจเพียงพอต่อความต้องการพลังงานของมนุษยชาติไปอีกหลายร้อยปี

นอกจากศักยภาพด้านปริมาณแล้ว เรื่องต้นทุนก็เป็นอีกจุดที่ทำให้ ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ ถูกพูดถึงอย่างมาก มีการคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการสกัดอาจต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกกว่าไฮโดรเจนสีเขียวที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งหมุนเวียนในการผลิตหลายเท่าตัว หากตัวเลขนี้เป็นจริง จะช่วยเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น การผลิตเหล็ก ปูนซีเมนต์ หรือปุ๋ย รวมถึงภาคการขนส่งขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก เรือ หรือเครื่องบิน ซึ่งยังมีข้อจำกัดในการใช้พลังงานไฟฟ้า ไฮโดรเจนจึงอาจเข้ามาเติมเต็มช่องว่างสำคัญตรงนี้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มเร่งสำรวจแหล่งไฮโดรเจนธรรมชาติอย่างจริงจัง ทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และออสเตรเลีย โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่มีรายงานการค้นพบแหล่งขนาดใหญ่ในภูมิภาคลอแรน ซึ่งอาจช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ ยังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ นักวิทยาศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าปริมาณที่สามารถผลิตได้จริงอาจไม่มากพอสำหรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม อีกทั้งไฮโดรเจนยังเป็นก๊าซที่รั่วไหลได้ง่าย ทำให้การกักเก็บและขนส่งเป็นเรื่องท้าทาย

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังต้องจับตา เนื่องจากแหล่งไฮโดรเจนใต้ดินมักมีก๊าซมีเทนปะปนอยู่ หากเกิดการรั่วไหลอาจส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กฎหมายและกฎระเบียบในหลายประเทศยังไม่รองรับการสำรวจและผลิตไฮโดรเจนธรรมชาติอย่างชัดเจน

แม้จะมีความไม่แน่นอน แต่กระแสการลงทุนยังคงเดินหน้า บริษัทพลังงานรายใหญ่และนักลงทุนระดับโลกเริ่มเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนเทคโนโลยีสำรวจและสกัดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าพลังงานรูปแบบนี้อาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ภายในปี 2050 ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ อาจมีส่วนแบ่งในตลาดพลังงานโลกเพียงบางส่วน แต่ก็เพียงพอที่จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคส่วนที่ยากต่อการเปลี่ยนผ่าน

ท้ายที่สุด แม้ ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ จะยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ศักยภาพเชิงพาณิชย์ แต่การค้นพบและการสำรวจที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ทำให้โลกสามารถเดินหน้าไปสู่ระบบพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

related