
SHORT CUT
15 ปีข้างหน้า โลกต้องการแร่ลิเทียมพุ่ง 40 เท่า กราไฟต์ 25 เท่า ไทยเร่งปรับเกมเหมือง จากขุดขายแร่ดิบ สู่การแปรรูป-สร้างมูลค่า พร้อมดัน Urban Mining ลดการพึ่งพาทรัพยากรใต้ดิน
โลกกำลังเร่งเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero แต่เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กลับมีโจทย์ใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือยิ่งโลกต้องการเทคโนโลยีสะอาดมากขึ้น ความต้องการแร่สำคัญสำหรับผลิตแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
‘อดิทัต วะสีนนท์’ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวในการประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2569 หรือ GEOTHAI 2026 ว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้า ความต้องการแร่ลิเทียมอาจเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่า ขณะที่กราไฟต์เพิ่มขึ้นราว 25 เท่า รวมถึงซิลิคอน นิกเกิล แมงกานีส และโคบอลต์ จนแร่เหล่านี้กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อสร้างอธิปไตยทางภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
.
แต่สำหรับประชาชน เหมืองแร่ยังมาพร้อมคำถามเรื่องแรงสั่นสะเทือน เสียง ฝุ่น มลพิษ และผลกระทบต่อชุมชน ทำให้โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่ขุดแร่ให้ได้มากที่สุด แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพเดินไปด้วยกัน ตามหลักของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จึงมองถึงการเปลี่ยนจากการขายแร่ดิบเป็นตัน ไปสู่การแต่งแร่และแปรรูปให้ขายได้ในระดับกิโลกรัมหรือกรัม พร้อมใช้ Smart Mining โดรน และเทคโนโลยีดาวเทียมอย่าง Copernicus เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส
อีกทางเลือกคือ Urban Mining หรือเหมืองแร่ในเมือง ที่นำทรัพยากรจากขยะอิเล็กทรอนิกส์กลับมาใช้ใหม่ เช่น ทองคำ 50 กรัม จากเหมืองทั่วไปอาจต้องขุดหินถึง 100 ตัน แต่การรีไซเคิลแผงวงจรหรือโทรศัพท์มือถือเก่าอาจใช้ซากเพียงประมาณ 100 กิโลกรัมเพื่อสกัดทองคำในปริมาณเท่ากัน
ท้ายที่สุด ทรัพยากรใต้ดินอาจใช้เวลาหลายแสนถึงหลายล้านปีกว่าจะเกิดขึ้น แต่สามารถถูกใช้หมดได้ในเวลาไม่กี่ปี คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ไทยจะขุดแร่ได้มากแค่ไหน แต่คือเราจะใช้แร่ทุกก้อนอย่างรู้คุณค่า หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ และเหลือผืนดิน สิ่งแวดล้อม และอนาคตแบบไหนไว้ให้คนรุ่นต่อไป