
SHORT CUT
‘เอกนัฏ’ ชูแผน PDP 2026 พลิกโฉมพลังงานไทย ยึด ‘สะอาด–มั่นคง–เป็นธรรม’ ปลดล็อก Direct PPA พร้อมดันโซลาร์หลังคาบ้าน 1 หมื่น MW เปิดทางประชาชนผลิตไฟใช้เอง–ขายคืน
ท่ามกลางโลกที่ความผันผวนด้านพลังงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ประเทศไทยกำลังเดินหน้าออกแบบโครงสร้างพลังงานครั้งใหม่ ผ่านร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP 2026 ซึ่งรัฐบาลวางเป้าหมายให้เป็นมากกว่าแผนสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็นกลไกปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อรับมือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจยุคใหม่
'เอกนัฏ พร้อมพันธุ์' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา ‘BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว’ ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ว่า PDP 2026 เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ เพราะพลังงานไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับค่าไฟหรือราคาน้ำมัน แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนของภาคธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
กระทรวงพลังงาน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง PDP 2026 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางพลังงานในระยะยาว โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมระยะเวลา 25 ปี ตั้งแต่ปี 2569–2593 เพื่อรองรับ Energy Transition และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
โลกผันผวน เร่งไทยเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เอกนัฏ ระบุว่า สถานการณ์โลกในช่วงที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานและห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิง หากเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบ ย่อมสร้างแรงกดดันต่อการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก
ในเวลาเดียวกัน ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ทั้งดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้จากการส่งออก ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันอยู่เพียงระดับ 2–3%
ด้วยเหตุนี้ พลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของครัวเรือน แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับ PDP 2026 รัฐบาลวางแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้บน 3 เสาหลัก คือ ‘สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด’ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และต้นทุนพลังงานที่เหมาะสม
เพิ่มพลังงานสะอาดแตะ 65% ปูทางรับกติกาคาร์บอนโลก
ในด้านพลังงานสะอาด ร่าง PDP 2026 กำหนดทิศทางทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมปรับไปใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า และเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล
ช่วง 10 ปีแรก หรือปี 2569–2578 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 50% ขณะที่ช่วง 15 ปีถัดไป ตั้งแต่ปี 2579–2593 จะเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวเป็นอย่างน้อย 65% และยังเปิดทางเลือกให้สามารถขยับขึ้นไปได้ถึง 89–90% ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture มาใช้
การเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดยังมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกไทย เพราะตลาดโลกให้ความสำคัญกับการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในอนาคต
ลดความเสี่ยง LNG แกว่ง ดึงก๊าซในประเทศเสริมความมั่นคง
อีกโจทย์ใหญ่ของ PDP 2026 คือการลดความเปราะบางของระบบไฟฟ้าจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% และใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าประมาณ 60%
โครงสร้างก๊าซในระบบปัจจุบันมาจากอ่าวไทยและแหล่งบนบกราว 60% นำเข้าจากเมียนมาประมาณ 10% และ LNG ประมาณ 30% โดยหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือการพึ่งพา LNG แบบตลาดจร หรือ Spot LNG ซึ่งราคาสามารถผันผวนตามสถานการณ์โลก
เอกนัฏ ระบุว่า ในช่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคา JKM ปรับขึ้นจากประมาณ 10–11 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ต้นทุนเนื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 บาทต่อหน่วย
PDP 2026 จึงวางแนวทางลดการพึ่งพา Spot LNG ด้วยการเพิ่มการใช้ศักยภาพก๊าซจากอ่าวไทยและแหล่งบนบก รวมถึงการเจรจานำเข้าก๊าซจากเมียนมาในแปลง A6 เพิ่มขึ้น เพื่อให้มีก๊าซเข้าสู่ระบบราว 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ขณะเดียวกัน ช่วง 10 ปีแรกของแผนจะมีการปลดระวางโรงไฟฟ้าก๊าซเก่าประมาณ 16,000–17,000 เมกะวัตต์ และสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนราว 9,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดกำลังผลิตจากก๊าซสุทธิ และลดแรงกดดันต่อการนำเข้า LNG ตลาดจร
ดันชีวมวลผลิตไฟ 24 ชั่วโมง เปลี่ยนของเหลือเกษตรเป็นรายได้
ชีวมวลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยกระจายรายได้กลับสู่ภาคเกษตร
แนวคิดสำคัญคือการนำวัสดุเหลือใช้และซากพืชผลทางการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า แทนการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว
ปลดล็อก Direct PPA เปิดตลาดไฟสะอาดให้ภาคอุตสาหกรรม
ส่วนเสาหลักด้าน ‘ความเป็นธรรม’ รัฐบาลต้องการเปิดการแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า โดยไม่กำหนดว่าต้องใช้เทคโนโลยีใดเป็นหลัก ตั้งแต่ก๊าซ พลังงานหมุนเวียน พลังงานน้ำ ไปจนถึงเทคโนโลยีใหม่ เช่น SMR, Solid Oxide Fuel Cell, ไฮโดรเจน และพลังงานความร้อนใต้พิภพ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA หลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. มีมติเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ให้ยกเลิกข้อจำกัดโควตาเดิม 2,000 เมกะวัตต์ เปิดพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงได้มากขึ้น
สำหรับกลุ่ม Data Center และ AI ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง จะถูกจัดเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 และต้องรับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่มจากการนำเข้า LNG ด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวถูกผลักมายังผู้ใช้ไฟฟ้าภาคประชาชน
‘โรงไฟฟ้าของประชาชน’ จัด 1 หมื่น MW ให้โซลาร์หลังคาบ้าน
ไฮไลต์สำคัญของร่าง PDP 2026 คือแนวคิด ‘โรงไฟฟ้าของประชาชน’ โดยจากเป้าหมายพลังงานแสงอาทิตย์ 24,000 เมกะวัตต์ในช่วง 10 ปีแรก รัฐบาลเตรียมจัดสรร 10,000 เมกะวัตต์สำหรับโซลาร์บนหลังคาบ้านเรือนประชาชน
รัฐบาลยังเตรียมพิจารณาแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อเพื่อช่วยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา พร้อมเปิดทางให้การไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าคืนในราคาที่เป็นธรรม
แนวทางดังกล่าวจะทำให้ประชาชนไม่ได้อยู่ในสถานะเพียง ‘ผู้ใช้ไฟ’ อีกต่อไป แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็น ‘ผู้ผลิตไฟฟ้า’ หรือ Prosumer ได้ด้วย
ขณะเดียวกัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องปรับบทบาทไปสู่การพัฒนา Smart Grid, Energy Storage และ Grid Modernization เพื่อทำให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นและรองรับทั้ง Direct PPA และจำนวน Prosumer ที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น PDP 2026 จึงถูกวางให้เป็นมากกว่าแผนจัดหาไฟฟ้าในอนาคต แต่เป็นแผนปรับโครงสร้างพลังงานของไทยครั้งใหญ่ ตั้งแต่แหล่งผลิต ระบบโครงข่าย ไปจนถึงบทบาทของประชาชน เพื่อพาประเทศไปสู่ระบบพลังงานที่ สะอาดขึ้น มั่นคงขึ้น และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมใช้พลังงานเป็นฐานรองรับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต