
SHORT CUT
ค่าฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐาน อยู่ในระดับสีส้มที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยมีค่าเฉลี่ย 55.6 มคก./ลบ.ม.
เช้าวันที่ 28 มกราคม 2569 คนเมืองหลวงต้องตื่นมาพบกับความเงียบที่แฝงไปด้วยอันตราย เมื่อ "ม่านหมอกสีเทา" ที่ปกคลุมท้องฟ้าไม่ใช่หมอกน้ำค้างยามเช้า แต่คือฝุ่นพิษ PM2.5 ที่กลับมาทวงพื้นที่ลมหายใจอีกครั้ง โดยศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานว่า ค่าเฉลี่ยฝุ่นทั่วกรุงพุ่งสูงถึง 55.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)
จากการตรวจสอบพิกัดความรุนแรง พบว่าพื้นที่ กรุงเทพตะวันออก กลายเป็นสมรภูมิหนักที่สุด โดยมี 12 เขตที่ค่าฝุ่นพุ่งทะยานนำโด่ง โดยเฉพาะ เขตหนองจอกที่วัดได้สูงถึง 80.8 มคก./ลบ.ม.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้เกิดจาก กลุ่มควันขนาดใหญ่จากการเผาในจังหวัดนครนายก ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 13,000 ไร่ กลุ่มควันเหล่านี้ถูกลมพัดเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยตรง ผสมโรงกับสภาพ "อากาศปิด" และระดับการยกตัวของอากาศที่ต่ำกว่า 2,000 เมตร ทำให้มลพิษถูกกดทับและสะสมตัวอย่างรวดเร็วในเขตเมือง
ฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด แต่ยังเป็น "ภาษีเงียบ" ที่คนเมืองต้องแบกรับ ทั้งค่าหน้ากากอนามัย N95 และค่ารักษาพยาบาลจากโรคระบบทางเดินหายใจ ข้อมูลทางการแพทย์เตือนชัดเจนว่า ประชาชนกลุ่มเสี่ยงควร เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด ส่วนคนทำงานทั่วไปควรสวมอุปกรณ์ป้องกันเพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว
ในขณะที่สถานการณ์ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น กทม. ได้ประสานงานไปยังพื้นที่ต้นเหตุเพื่อควบคุมการเผาแล้ว สำหรับประชาชนทั่วไป การทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) หรือการจำกัดเวลาทำกิจกรรมนอกอาคารในเขตสีส้มและสีแดง จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลสุขภาพ แต่ยังช่วยรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจในวันที่อากาศกลายเป็นมลพิษเช่นนี้