เทรนด์ Green Living Ecosystem ขยายตัวแรง คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพิ่มเลือกที่อยู่อาศัยสีเขียว

เทรนด์ Green Living Ecosystem ขยายตัวแรง คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพิ่มเลือกที่อยู่อาศัยสีเขียว

เทรนด์ Green Living Ecosystem ขยายตัวแรง คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพิ่มเลือกที่อยู่อาศัยสีเขียว ให้ความสำคัญทั้งประหยัดพลังงาน สุขภาพ พื้นที่สีเขียว และคุณภาพชีวิต ดันผู้พัฒนาอสังหาฯ เร่งปรับบ้านให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

SHORT CUT

  • คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อบ้านสีเขียว ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน สุขภาพ และพื้นที่สีเขียวมากขึ้น
  • Green Living Ecosystem ขยายจากแค่บ้านประหยัดพลังงาน สู่การออกแบบที่เชื่อมโยงวัสดุ สุขภาวะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
  • สเตลล่าเดินหน้าต้นแบบ โนวา เวสต์เกต ผสาน Wellness Living กับ Green Living พร้อมใช้ระบบสี Low VOCs ช่วยดูแลคุณภาพอากาศและลดการใช้พลังงาน

เทรนด์ Green Living Ecosystem ขยายตัวแรง คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพิ่มเลือกที่อยู่อาศัยสีเขียว ให้ความสำคัญทั้งประหยัดพลังงาน สุขภาพ พื้นที่สีเขียว และคุณภาพชีวิต ดันผู้พัฒนาอสังหาฯ เร่งปรับบ้านให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

ความต้องการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่ในไทย โดยผลสำรวจล่าสุดจากหลายหน่วยงานชี้ให้เห็นว่า กลุ่มเจเนอเรชันวายและเจเนอเรชันซีให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความยั่งยืน พื้นที่สีเขียว และการประหยัดพลังงานเป็นอันดับแรกเมื่อเลือกที่อยู่อาศัย มากกว่าเพียงแค่ขนาดหรือทำเลที่ตั้ง

ผลการศึกษาจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยมากกว่า 90% สนใจวัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลดอุณหภูมิภายในบ้าน และเป็นมิตรต่อสุขภาพ โดยส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มประมาณ 5% จากราคาปกติเพื่อแลกกับคุณสมบัติดังกล่าว ขณะที่ผลสำรวจจาก DDproperty แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า 68% ของผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับบ้านที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และ 43% สนใจที่อยู่อาศัยแบบคาร์บอนต่ำหรือเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

สอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ซึ่งระบุว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ผู้กำลังมองหาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ พื้นที่สีเขียวภายในโครงการ 70% การดำเนินชีวิตที่รักษ์โลก เช่น การคัดแยกขยะและอนุรักษ์น้ำ 65% และระบบประหยัดพลังงานภายในบ้าน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงนโยบายภาครัฐที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ภายใต้แผนเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว หรือ BCG รวมถึงแนวทางส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอาคาร ขณะที่งานวิจัยทางวิชาการจากสถาบันการศึกษาไทยยังชี้ว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยสีเขียวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะในเขตเมืองที่เผชิญปัญหามลพิษ

อย่างไรก็ตาม ตลาดที่อยู่อาศัยสีเขียวยังมีข้อจำกัด ทั้งต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นประมาณ 10–15% และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานอาคารสีเขียวที่ยังแตกต่างกันระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดย SCB EIC ชี้ว่า แม้ความต้องการจะอยู่ในระดับสูง แต่กำลังซื้อยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐและภาคธุรกิจร่วมกันสนับสนุนผ่านมาตรการทางภาษี สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรฐานรับรองที่ชัดเจน เพื่อให้ที่อยู่อาศัยสีเขียวเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

เทรนด์ Green Living Ecosystem ขยายตัวแรง คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพิ่มเลือกที่อยู่อาศัยสีเขียว

จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้แนวคิด Green Living Ecosystem เริ่มถูกนำมาพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่อยู่อาศัยจริง โดยไม่ได้มองเรื่องสิ่งแวดล้อมแยกออกจากคุณภาพชีวิต แต่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบอาคาร การเลือกใช้วัสดุ การประหยัดพลังงาน ไปจนถึงสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย

หนึ่งในตัวอย่างคือ บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) ที่เดินหน้าขับเคลื่อนแนวทาง ESG สู่การพัฒนา Green Living Ecosystem ภายใต้ปรัชญา Sustainable Growth & Ecosystem Balance โดยนำร่องที่โครงการ โนวา เวสต์เกต (Nova Westgate) ซึ่งผสานแนวคิด Wellness Living เข้ากับ Green Living เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยที่คำนึงถึงทั้งคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

‘กัณห์ดนัย ภูวสวัสดิ์’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับสเตลล่า ESG ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้ธุรกิจเติบโต แต่เป็นการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน จึงนำแนวคิดดังกล่าวมาสู่กระบวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการส่งมอบบ้าน

สำหรับโครงการ โนวา เวสต์เกต พัฒนาภายใต้แนวคิด Elevate Your Tomorrow โดยนำ Wellness Living มาผสานกับ Green Living ผ่านการออกแบบพื้นที่ นวัตกรรมประหยัดพลังงาน และการเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในรายละเอียดที่สเตลล่าให้ความสำคัญคือการเลือกใช้ระบบสีภายในโครงการ ผ่านความร่วมมือกับ เบเยอร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมสีรักษ์โลก

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งนำเทคโนโลยีสีที่มีสารระเหยต่ำ หรือ Low VOCs มาใช้ในทุกยูนิต เพื่อช่วยดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน ขณะเดียวกันยังเลือกใช้ระบบสีที่มีคุณสมบัติช่วยสะท้อนความร้อน ลดการสะสมความร้อนภายในบ้าน และลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เทรนด์ Green Living Ecosystem ขยายตัวแรง คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพิ่มเลือกที่อยู่อาศัยสีเขียว

สเตลล่า ระบุว่า ระบบสีที่นำมาใช้ยังปราศจากสารปรอทและตะกั่ว โดยคาดว่าการนำระบบสีดังกล่าวมาใช้กับบ้านภายในโครงการจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 8,994.53 kgCO2e หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่ราว 543 ต้น สะท้อนการนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาพัฒนาเป็นองค์ประกอบของบ้านที่สามารถประเมินผลได้

ด้าน ‘พงษ์เชิด จามีกรกุล’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ กล่าวว่า เบเยอร์ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Eco-Wellness Innovation โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมสีที่สร้างคุณค่ามากกว่าความสวยงาม และครั้งนี้ได้นำนวัตกรรมสีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการโนวา เวสต์เกต เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด Green Living

ในส่วนของงานสีภายนอก โครงการเลือกใช้สีรองพื้น Beger Primer Pro-200 ก่อนทาทับด้วย Beger Super Hi-Shield ชนิดด้านบริเวณผนังภายนอก ขณะที่บริเวณงานบัวเลือกใช้ BegerCool Flex Shield เพื่อให้เหมาะกับลักษณะพื้นผิวและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ส่วนงานสีภายในเลือกใช้ Beger Primer Pro-200 ร่วมกับ Beger Super Hi-Shield ชนิดด้านสำหรับฝ้าเพดานและผนังภายใน

การพัฒนาโครงการในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า Green Living Ecosystem กำลังขยับจากแนวคิดเรื่องบ้านประหยัดพลังงานไปสู่การออกแบบระบบการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกวัสดุ สุขภาพของผู้อยู่อาศัย การใช้พลังงาน ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองเพียงราคาหรือทำเล แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนในระยะยาวมากขึ้น

สำหรับสเตลล่า ความร่วมมือกับพันธมิตรด้านวัสดุก่อสร้างจึงเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันแนวคิด Sustainable Growth & Ecosystem Balance ให้เกิดขึ้นในโครงการจริง โดยมุ่งเปลี่ยน ESG จากแนวทางในระดับองค์กรให้กลายเป็นองค์ประกอบที่ผู้อยู่อาศัยสามารถสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ คุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม