ทำไมการปิดประตูรับขยะของจีน ถึงผลักมลพิษมหาศาลมากองในเอเชีย?

ทำไมการปิดประตูรับขยะของจีน ถึงผลักมลพิษมหาศาลมากองในเอเชีย?

เมื่อจีนปิดประตูบ้าน... ทำไมประเทศพัฒนาแล้วฝั่งตะวันตกถึงผลักมลพิษมหาศาลมากองในเอเชีย? เจาะ 5 ปัจจัยเบื้องหลังที่อาจเปลี่ยนภูมิภาคอาเซียนให้กลายเป็นถังขยะโลก

SHORT CUT

  • จีนซึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าขยะพลาสติกรีไซเคิลรายใหญ่ของโลก ได้ประกาศนโยบายห้ามนำเข้าขยะในปี 2561 เพื่อแก้ปัญหามลพิษในประเทศ
  • เมื่อจีนปิดรับ ขยะพลาสติกมหาศาลจากชาติตะวันตกจึงถูกส่งต่อไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่รัดกุม
  • การทะลักของขยะที่เกินศักยภาพในการจัดการ ก่อให้เกิดโรงงานรีไซเคิลเถื่อน สร้างมลพิษทางอากาศ และการปนเปื้อนสารพิษในห่วงโซ่อาหาร

เมื่อจีนปิดประตูบ้าน... ทำไมประเทศพัฒนาแล้วฝั่งตะวันตกถึงผลักมลพิษมหาศาลมากองในเอเชีย? เจาะ 5 ปัจจัยเบื้องหลังที่อาจเปลี่ยนภูมิภาคอาเซียนให้กลายเป็นถังขยะโลก

ในอดีต สาธารณรัฐประชาชนจีนเปรียบเสมือน 'ถังขยะของโลก' ที่รับนำเข้าขยะพลาสติกรีไซเคิลสูงถึง 56% ของตลาดโลก เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบราคาถูกในภาคอุตสาหกรรม ทว่าในจุดหนึ่ง ปัญหามลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ประกาศนโยบาย National Sword ในปี 2561 สั่งห้ามนำเข้าขยะแข็ง 24 ประเภท และกำหนดเกณฑ์ปนเปื้อนเข้มงวดไม่เกิน 0.5% ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าขยะพลาสติกของจีนลดลงทันทีถึง 99%

เมื่อ 'ประตูบานใหญ่ที่สุด' ปิดลง สายธารขยะมหาศาลจากประเทศฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ยุโรป และออสเตรเลีย จึงต้องหาที่ไปใหม่ทันที และภูมิภาคเอเชียก็กลายเป็นเป้าหมายหลักในข้ามคืน

ทำไมการปิดประตูรับขยะของจีน ถึงผลักมลพิษมหาศาลมากองในเอเชีย?

5 ปัจจัยหลักที่ทำให้ขยะพลาสติกทะลักเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย

  1. ประเทศผู้ส่งออกไร้ศักยภาพในการจัดการขยะ: ประเทศพัฒนาแล้วเน้นส่งออกขยะมายังเอเชียเนื่องจากค่าขนส่งทางเรือต่ำและค่าจ้างแรงงานคัดแยกในประเทศตนเองสูง เมื่อจีนหยุดรับ ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถรีไซเคิลขยะภายในประเทศได้ทัน จึงต้องเร่งเบี่ยงทิศทางตู้สินค้าขยะมายังเอเชีย
  2. ช่องโหว่ทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม: ในช่วงแรก ประเทศสมาชิกอาเซียนยังไม่มีมาตรการศุลกากรและกฎหมายคัดกรองที่รัดกุม ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าขยะพลาสติกในภูมิภาคอาเซียนพุ่งสูงขึ้นถึง 171% (จาก 8.3 แสนตัน พุ่งเกิน 2.2 ล้านตัน) ภายในเวลาเพียง 2 ปี
  3. การย้ายฐานของกลุ่มทุนขยะ: เมื่อจีนกวาดล้างโรงงานเถื่อน กลุ่มทุนและผู้ประกอบการขยะชาวจีนได้ย้ายเครื่องจักรและเครือข่ายการค้าขยะ เข้ามาตั้งโรงงานรีไซเคิลพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน เพื่ออาศัยทำเลที่ตั้งใกล้จีน ค่าแรงต่ำ และกฎหมายที่ยังผ่อนปรน
  4. การสอดไส้และลักลอบนำเข้าขยะ: กลุ่มทุนข้ามชาติลักลอบซุกซ่อนขยะพลาสติกปนเปื้อนหรือขยะพิษอันตราย โดยสำแดงเท็จว่าเป็น 'เยื่อกระดาษ' หรือ 'เศษโลหะ' ส่งผลให้ตู้สินค้าขยะปนเปื้อนลักลอบทะลักเข้าด่านศุลกากรจนเกินขีดความสามารถในการตรวจคัดกรอง
  5. วิกฤตขยะกระจายตัวต่อเนื่อง: เริ่มต้นจาก มาเลเซีย ที่กลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของโลก (นำเข้าขยะพลาสติกพุ่งสูงถึง 754,000 ตันในปี 2561), เวียดนาม ที่ปริมาณนำเข้าพุ่ง 2 เท่าจนตู้สินค้าแออัดค้างท่าเรือ, ไทย ที่การนำเข้าพุ่งสูงขึ้นนับสิบเท่า และ อินโดนีเซีย ที่นำเข้าเศษกระดาษแต่มีพลาสติกคุณภาพต่ำปะปนสูงถึง 30–40% และเมื่อประเทศกลุ่มนี้เริ่มเข้มงวด ขยะจึงทะลักต่อไปยังอินเดีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ปากีสถาน และยูเออี

ทำไมการปิดประตูรับขยะของจีน ถึงผลักมลพิษมหาศาลมากองในเอเชีย?

มลพิษปนเปื้อนลึกถึงห่วงโซ่อาหาร

การรับขยะปริมาณมหาศาลเกินศักยภาพในการกำจัด ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เกิดโรงงานรีไซเคิลเถื่อนผุดขึ้นนับร้อยแห่ง เช่น ในเมืองเจนจารอม ประเทศมาเลเซีย ที่แอบลักลอบหลอมพลาสติกในเวลากลางคืนโดยไม่มีระบบกรองอากาศ ปล่อยควันพิษรบกวนระบบทางเดินหายใจของชาวบ้าน

ที่น่ากลัวที่สุดคือการปนเปื้อนในอาหาร ดังเช่นกรณีในหมู่บ้านบังกุนและโทรโพโด ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งชาวบ้านนำเศษพลาสติกที่ปะปนมากับกระดาษไปเผาเป็นเชื้อเพลิงต้มเต้าหู้ ปล่อยสารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) อย่าง ไดออกซิน (Dioxins) และ PFAS ตกสะสมในดินและเถ้าถ่าน จนแม่ไก่พื้นเมืองคุ้ยหาอาหารและนำสารพิษไปสะสมในไข่ไก่ที่ชาวบ้านใช้บริโภคประจำวัน

 

ทวงคืนสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรการปิดประตูขยะ

วิกฤตการณ์ดังกล่าวบีบให้รัฐบาลในเอเชียต้องลุกขึ้นมาตอบโต้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดย มาเลเซีย ได้ส่งคืนตู้คอนเทนเนอร์ขยะปนเปื้อนมากกว่า 300 ตู้ (กว่า 4,000 เมตริกตัน) กลับประเทศต้นทาง พร้อมประกาศแบนการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ถาวร ขณะที่ อินโดนีเซีย สั่งส่งคืนตู้ขยะปนเปื้อนกลับไปแล้วมากกว่า 883 ตู้

สำหรับ ประเทศไทย ได้ออกนโยบายห้ามนำเข้าเศษพลาสติกทุกประเภทอย่างเด็ดขาด 100% โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป บทเรียนครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า ประเทศพัฒนาแล้วไม่ควรมองภูมิภาคอื่นเป็น "ถังขยะของโลก" และการแก้ปัญหาวิกฤตขยะที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการลดสร้างขยะตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นทางเท่านั้น