
SHORT CUT
เมื่อจีนปิดประตูบ้าน... ทำไมประเทศพัฒนาแล้วฝั่งตะวันตกถึงผลักมลพิษมหาศาลมากองในเอเชีย? เจาะ 5 ปัจจัยเบื้องหลังที่อาจเปลี่ยนภูมิภาคอาเซียนให้กลายเป็นถังขยะโลก
ในอดีต สาธารณรัฐประชาชนจีนเปรียบเสมือน 'ถังขยะของโลก' ที่รับนำเข้าขยะพลาสติกรีไซเคิลสูงถึง 56% ของตลาดโลก เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบราคาถูกในภาคอุตสาหกรรม ทว่าในจุดหนึ่ง ปัญหามลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ประกาศนโยบาย National Sword ในปี 2561 สั่งห้ามนำเข้าขยะแข็ง 24 ประเภท และกำหนดเกณฑ์ปนเปื้อนเข้มงวดไม่เกิน 0.5% ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าขยะพลาสติกของจีนลดลงทันทีถึง 99%
เมื่อ 'ประตูบานใหญ่ที่สุด' ปิดลง สายธารขยะมหาศาลจากประเทศฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ยุโรป และออสเตรเลีย จึงต้องหาที่ไปใหม่ทันที และภูมิภาคเอเชียก็กลายเป็นเป้าหมายหลักในข้ามคืน
การรับขยะปริมาณมหาศาลเกินศักยภาพในการกำจัด ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เกิดโรงงานรีไซเคิลเถื่อนผุดขึ้นนับร้อยแห่ง เช่น ในเมืองเจนจารอม ประเทศมาเลเซีย ที่แอบลักลอบหลอมพลาสติกในเวลากลางคืนโดยไม่มีระบบกรองอากาศ ปล่อยควันพิษรบกวนระบบทางเดินหายใจของชาวบ้าน
ที่น่ากลัวที่สุดคือการปนเปื้อนในอาหาร ดังเช่นกรณีในหมู่บ้านบังกุนและโทรโพโด ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งชาวบ้านนำเศษพลาสติกที่ปะปนมากับกระดาษไปเผาเป็นเชื้อเพลิงต้มเต้าหู้ ปล่อยสารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) อย่าง ไดออกซิน (Dioxins) และ PFAS ตกสะสมในดินและเถ้าถ่าน จนแม่ไก่พื้นเมืองคุ้ยหาอาหารและนำสารพิษไปสะสมในไข่ไก่ที่ชาวบ้านใช้บริโภคประจำวัน
วิกฤตการณ์ดังกล่าวบีบให้รัฐบาลในเอเชียต้องลุกขึ้นมาตอบโต้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดย มาเลเซีย ได้ส่งคืนตู้คอนเทนเนอร์ขยะปนเปื้อนมากกว่า 300 ตู้ (กว่า 4,000 เมตริกตัน) กลับประเทศต้นทาง พร้อมประกาศแบนการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ถาวร ขณะที่ อินโดนีเซีย สั่งส่งคืนตู้ขยะปนเปื้อนกลับไปแล้วมากกว่า 883 ตู้
สำหรับ ประเทศไทย ได้ออกนโยบายห้ามนำเข้าเศษพลาสติกทุกประเภทอย่างเด็ดขาด 100% โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป บทเรียนครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า ประเทศพัฒนาแล้วไม่ควรมองภูมิภาคอื่นเป็น "ถังขยะของโลก" และการแก้ปัญหาวิกฤตขยะที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการลดสร้างขยะตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นทางเท่านั้น