เช็กอิน

Say Hi เวียนนา …เขาว่าต้องมาเสพงานอาร์ต สวรรค์ของคนชอบถ่ายภาพ

ว่ากันว่า “เวียนนา” มาครั้งเดียวไม่เคยพอ ซึ่งถ้าใครเคยไปสัมผัสแล้วจะบอกว่าจริง เพราะที่นี่มีสถาปัตยกรรม ศิลปะชั้นเอก และวิวทิวทัศน์ที่ไม่ว่าจะกดชัตเตอร์ตอนไหนก็ได้ภาพออกมาสวยงามมีเสน่ห์ไม่ซ้ำกันแน่นอน ใครที่รักการท่องเที่ยวและเก็บ route สะสมไมล์กันมาถึงฝั่งยุโรปแล้ว “เวียนนา” ประเทศออสเตรีย คือที่ที่ไม่ควรพลาด

Vienna Schwechat Airport Terminal 3

เมื่อเครื่องแตะพื้นสนามบินเวียนนาแล้ว สถานที่ที่ต้องไปเยือนเป็นจุดแรกก็คือ “มหาวิหารเซนต์สตีเฟน” (St. Stephan’s Cathedral) โบสถ์สไตล์โกธิกสร้างจากหินอ่อนทั้งหลัง ที่คนนับล้านเดินทางมาเยือนต่อปี เพียงแค่ด้านหน้าทางเข้าก็ทำเราเหมือนต้องมนต์แล้ว และถ้าใครอยากได้ภาพสวยๆ แบบพาโนรามาอย่าพลาดขึ้นลิฟท์ไปด้านบนของมหาวิหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของระฆัง pummerin ที่ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในจุดนี้เราจะได้เห็นหลังคาของโบสถ์ที่สร้างสรรค์จากกระเบื้องสีเป็นรูปนกอินทรีย์ ตราประจำประเทศออสเตรีย หากใครอยากขึ้นมา roof top แห่งนี้เปิด 2 เวลา คือ 09.00-17.30 น. และรอบค่ำคือ 19.00-21.30 น. มีค่าเช่าชมสำหรับผู้ใหญ่ 6 ยูโร ส่วนเด็ก 2.50 ยูโร

St. Stephans cathedral, Vienna, Austria
St. Stephans cathedral, Vienna, Austria
St. Stephans cathedral, Vienna, Austria

หลังจากได้ภาพสวยๆ ของมหาวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ความน่าสนใจต่อมาคงหนีไม่พ้นถนนกราเบน (Graben) แหล่งช้อปปิ้งที่อยู่ติดกัน มีร้านขายของที่ระลึกมากมาย รวมถึงร้านอาหาร อีกฟากจะเป็นถนนเคนท์เนอร์ แหล่งรวมร้านแบรนด์เนมหลากหลายที่พร้อมให้เราละลายทรัพย์จนลืมตัว และเชื่อได้เลยว่าร้อยทั้งร้อยต้องหิ้วช็อกโกแลตยี่ห้อโมซาร์ท (Mozart) ติดมือกลับบ้านแน่นอน …จะไม่ซื้อได้ไง ที่นี่บ้านเกิดโมซาร์ท คีตกวีผู้ก้องโลกเชียวนะ! แถมยังเป็นขนมขึ้นชื่อของเมือง แต่หากใครอยากได้งานศิลปะสักชิ้นกลับไปตั้งที่บ้านหรือซื้อฝากเป็นของขวัญ คงหนีไม่พ้นภาพ The Kiss ของ “กุสตาฟ คลิมต์” จิตกรอันเลื่องชื่อของออสเตรีย ที่ถูกนำมาทำเป็นของที่ระลึกสีทองสวยงาม แต่ก่อนจะพลีพล่ามไปใช้เงิน ขอบอกก่อนว่าถนนช้อปปิ้งนี้เปิดแต่วันธรรมดานะ ปิดเสาร์-อาทิตย์

crowded streets in the city center of Vienna, Austria. Colorful illuminated stores, shops and restaurants at the Grabenstrasse
crowded streets in the city center of Vienna, Austria. Colorful illuminated stores, shops and restaurants at the Grabenstrasse

หลังจากกินช้อปกันหน่ำใจแล้ว เดินมาอีกหน่อยก็จะได้เจอกับ “พระราชวังเชินบรุนน์” (Schoenbrunn Palace) มรดกโลกอันขึ้นชื่อของยุโรปกลาง เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เชื่อมั้ยว่ากว่าจะแล้วเสร็จจนเป็นแลนมาร์กสำคัญในปัจจุบัน ต้องใช้เวลาสร้าง ปรับปรุง ตบแต่งกว่า 90 ปี ภายในมีทั้งหมด 1,441 ห้อง ว่ากันว่าหากจะเดินชมความงามให้ครบทุกห้องต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ทางการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม 40 ห้องเท่านั้น ส่วนด้านหลังของพระราชวังออกแบบคล้ายเขาวงกตสไตล์บาโรก เดินเที่ยวได้แต่จำทางออกไว้ให้ดี!

Schonbrunn Palace
Spring flowers at Schoenbrunn Palace Gardens

ลัดเลาะมาเรื่อยๆ ก็จะได้เจอ “โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์” (St. Charles Cathedral) โบถส์สไตล์บาโรกที่ผสมผสานหน้ามุขแบบกรีกและเสาแบบโรมาเนสก์แกะสลักสวยงาม ภายในเต็มไปด้วยภาพปูนเปียก มองขึ้นไปบนโดมเหมือนมีมิติที่ดึงดูดให้เราแทบหลุดออกไปอีกโลกนึง มีมนต์ขลังชวนหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก แต่รู้ว่าสวยมากจนไม่อยากเดินออกมาเลยทีเดียว ส่วนด้านนอกโบสถ์เป็นสวนสาธารณะ เราสามารถนั่งพักผ่อน ปิกนิคชิลๆ ตรงนี้ได้ด้วย

St. Charles’s Church (Karlskirche) at sunrise in Vienna, Austria

เวียนนาขึ้นชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของศิลปินชั้นนำของโลก ไหนๆ เราก็มาถึงถิ่นเขาแล้ว ก็ต้องไปที่สุสานกลาง (Zentralfriedhof) เพื่อเยี่ยมเยียนและทำความเคารพพวกเขากันหน่อย เพราะที่นี่เป็นสถานที่ฝังศพของคีตกวีคนสำคัญของโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เบโธเฟ่น , บราห์ม, ชูเบิร์ต , สโทรส เห็นมั้ยละว่าแต่ละคนคือผู้เปิดโลกแห่งเสียงเพลงและศิลปะของเรามาจนถึงทุกวันนี้

และที่ที่จะไม่ไปไม่ได้เมื่อมาเวียนนา คงหนีไม่พ้น “พระราชวังฮอฟบวร์ก” สถานที่ที่เคยเป็นที่พำนักของราชวงศ์ฮอฟบวร์ก มากว่า 600 ปี ตั้งแต่พระองค์แรกจนถึงพระองค์สุดท้าย สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1275 พระราชวังแห่งนี้กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มีห้องมากกว่า 2,000 ห้อง ด้านในมีพิพิธภัณฑ์กว่า 20 แห่ง แต่พิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์ซีซี่ (Sisi Museum) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ ภาพวาดที่งดงาม เครื่องเงิน เครื่องแก้ว และเครื่องถ้วยชามของราชวงศ์

สำหรับพระราชวังฮอฟบวร์ก เราขอ remark ไว้เลยว่าต้องมีเวลา 1 วันเต็มๆ ในการเที่ยว เพราะจะทำให้เราซึมซับบรรยากาศ งานศิลปะ และความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ได้ถึงใจจริงๆ นอกจากนี้สวนของที่นี่ก็มีความงดงามมาก แบ่งออกเป็นหลายส่วนให้เราเลือกเที่ยวชม

และก็ได้เวลาเช็กอินของคนชิคๆ บ้าง ใครอยากได้ของดีต้องไปปักหมุดที่ตลาด Heilgenkreuzerhof สถานที่ที่มีงานศิลปะเก๋ๆ อยู่เยอะ แต่ถ้าชอบพวกของเก่า เครื่องแก้ว หรือเครื่องเคลือบ สามารถหาซื้อได้ที่ตลาดแนชมาร์ก (Naschmarkt) ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และมีชื่อเสียงที่สุดในเวียนนา อีกทั้งยังเปรียบได้ว่าแนชมาร์กเป็นคลังอาหารของเมือง เพราะตลาดนี้รวบรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารไว้อย่างครบครัน มีให้เลือกตั้งแต่ของขบเคี้ยวง่ายๆ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปชั้นยอด

The Naschmarkt is the most popular street market in Vienna
Tea and Souvenirs Shop at Naschmarkt in Vienna, Austria.

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราพาแต่เดิน อยากจะบอกว่าที่ “เวียนนา” อากาศดี ทำให้เราเดินได้สบายๆ แถมตามถนนหนทางยังมีผลงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น อนุสาวรีย์ที่ระลึกต่างๆ และสถานที่สำคัญมากมาย ทำให้เราเดินไปเก็บบรรยากาศไปได้แบบไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

หากใครไม่ถนัดเดินเราแนะนำ “นั่งรถม้าชมเมือง” นั่งสบายนะบอกเลย ระหว่างทางจะได้ชมสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของเวียนนา หรืออยากไปเส้นทางไหนสามารถรีเควสกับคนบังคับม้าได้ บรรยากาศของยุโรปบวกกับการนั่งรถม้าแบบวินเทจๆ ให้อารมณ์เหมือนเป็นเจ้าหญิงไม่เบาเชียว

Carriage ride with Fiaker on the Heldenplatz in front of the Hofburg in Vienna – Austria.

แต่ก็เกรงว่าจะมีคนกลัวม้า เรามีอีกออปชั่นมาให้เลือก คือการโดยสาร “รถราง” โดยรถรางจะออกจากจุตรัส Schwedenplatz ตั้งแต่เวลา 10.00-17.30 น. ทุกๆ 1 และครึ่งชั่วโมง โดยรถจะวิ่งรอบถนนวงแหวนที่เรียกว่า Ring Road ตัดผ่านย่านประวัติศาสตร์สำคัญๆ ของเวียนนา ไม่ว่าจะเป็นโรงละครบวร์กเธียเตอร์ (Burgtheater) อาคารที่มีศิลปะแบบเรเนซองส์ เดิมเคยทำหน้าที่เป็นท้องพระโรงสำหรับงานพระราชพิธีของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา จากนั้นรถรางจะแล่นพาเราไปชมปราสาท Neue Burg , พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา , อาคารรัฐสภา , ศาลากลาง และมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนา รวมถึงแหล่งที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง รถรางเมืองนี้หรูหราห้าดาวมากจริงๆ

Tramway in Vienna, Austria

ตกดึกใครนอนไม่หลับ ไม่ได้ดริ้งไม่กลับ ต้องเสิร์ชโลเคชั่นไปที่ Rabensteig ย่านเดียวที่จะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่มีทั้งเพลงคลาสสิกแบบอคูสติก แจ๊ส หรือออเคสต้า ว่ากันว่ามีคอกเทลสูตรเฉพาะของเวียนนาด้วยนะ ไม่ลองไม่รู้ อยากรู้ต้องไปลอง

สุดท้ายก่อนปิดจ๊อบเราต้องไปชมผลงานศิลปะของแท้ให้เป็นบุญตาที่ “พระราชวังเบลเวอเดียร์” (Belvedere Palace) สถานที่นี้ออกนอกเมืองไปหน่อยแต่ไม่ไกล เดินทางด้วยรถเพียง 10 นาที โดยพระราชวังแห่งนี้ออกแบบและสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 เป็นสถาปัตยกรรมแบบร็อคโคโค ในอดีตพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าชายยูจีน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะรูป The Kiss ของ Klimt ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะของเวียนนา นอกจากนี้ยังมีของ Monet, Kokoschka, Renoir และ Schiele

Belvedere castle

แต่ทั้งหมดทั้งมวลจากประเทศไทยของเราจะไปเวียนนาต้องเดินทางด้วยเครื่องบินนะจ๊ะ ตอนนี้เราสามารถเดินทางกับการบินไทยได้แล้ว โดยเปิดบิน 5 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ด้วยเครื่อง Dreamliner (โบอิ้ง 787-8) ซึ่งมีให้เลือกทั้ง Royal Class -à Royal Silk Class และ Economy Class ตามแต่สะดวกเลยจ้า

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

จองเที่ยวบินง่ายๆ คลิก thaiairways