
SHORT CUT
รองเท้าผ้าใบสัญชาติสวิส “On” ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลิตรองเท้าคุณภาพสูง และเปิดหน้าร้านเพิ่ม หวังตีเจ้าตลาดเดิมอย่าง Nike และ Adidas พร้อมประเมินว่าจะขายรองเท้าได้ 30 ล้านคู่ในปีนี้
แม้ว่าจะเริ่มเป็นกระแสมาแล้วพักใหญ่สำหรับแบรนด์รองเท้าจากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง “On” ก็ยังพยายามหาทางพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อตีตลาดทั้งรองเท้ากีฬาและสนีกเกอร์ โดยล่าสุดแบรนด์ได้นำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ใหม่ล่าสุดเข้ามาใช้เพื่อผลิตรองเท้าด้วยการ “ฉีดพ่นเส้นใย” เพื่อสร้างรองเท้ากีฬาระดับไฮเอนด์
เทคโนโลยีนี้จะใช้เส้นใยลอยฟ้า หรือ Flying Fibre ที่แทบมองไม่เห็น เพื่อสร้างรองเท้ากีฬาสมรรถนะสูงราคา 300 ปอนด์ (ประมาณ 13,000 บาท) ขึ้นมาตรงส่วนปลายเท้าของขาหุ่นยนต์ที่หมุนวนไปมา ซึ่งกระบวนการเกือบทั้งหมดจะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ และที่สำคัญมันคือส่วนหนึ่งของแผนการจาก On ที่กำลังท้าชนแชมป์ที่เป็นเจ้าตลาดอย่าง Nike และ Adidas ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและความกล้าแบบไม่เกรงกลัวใคร
ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าแบรนด์ขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังจากร่วมงานกับอดีตนักเทนนิสมืออาชีพ Roger Federer เพื่อสร้างรองเท้าที่เหมาะกับกีฬาเทนนิส และยังมีการคอลแลบข้ามสายแฟชั่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หรู LOEWE, นักแสดงสาว Zendaya รวมถึงนักร้องอย่าง FKA twigs และ Burna Boy โดยในประเทศจีน ยอดขายของ On พุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบรายปี ขณะที่ในสหรัฐฯ และยุโรปก็เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
“เราเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง เพราะเรามองเกมระยะยาว” David Allemann ผู้ร่วมก่อตั้งกล่าว โดยเขาได้ลาออกจาก McKinsey เมื่อปี 2010 เพื่อก่อตั้ง On ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน Caspar Coppetti และ Olivier Bernhard แชมป์โลกไตรกีฬาชาวสวิตฯ โดยไอเดียของ Olivier คือต้องการทำรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกจากการวิ่งระยะไกลได้ดีแต่ยังคงความเร็วเอาไว้ได้ และต้นแบบแรกของรองเท้าก็มาจากการตัดสายยางรดน้ำต้นไม้มาทากาวติดไว้ที่ใต้รองเท้าผ้าใบเก่าๆ
ทั้ง 3 คนควักเงินเก็บทั้งชีวิตประมาณ 600,000 ปอนด์ (ประมาณ 25 ล้านบาท) เพื่อเปิดบริษัท ในปี 2021 พวกเขานำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กด้วยมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) และปัจจุบันมูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.6 แสนล้านบาท) ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะขายรองเท้าได้ถึง 30 ล้านคู่ในปีนี้
สำหรับนวัตกรรมล่าสุดที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับแบรนด์คือเทคโนโลยี LightSpray หรือ Fying Fibre ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปืนกาวที่ใช้ทำใยแมงมุมประดับงานฮัลโลวีน มีจุดเด่นอยู่ที่ความรวดเร็ว โดยหุ่นยนต์ทั้ง 9 ตัวสามารถสร้างหน้าผ้ารองเท้าจากเส้นใยเดี่ยวความยาวเกือบ 1.5 กิโลเมตร ได้ภายในเวลาเพียง 3 นาที
ในขณะที่กระบวนการแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานมนุษย์หลายคนต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง นอกจากนี้มันยังทำให้รองเท้านั้น “ไร้รอยต่อ” อย่างรุ่น Cloudboom Strike LS ที่ไม่มีเชือกและไร้รอยเย็บ แถมยังได้รับการพิสูจน์ด้านประสิทธิภาพมาแล้วโดย Hellen Obiri นักวิ่งชาวเคนยาที่ใส่รองเท้าคู่นี้คว้าชัยในนิวยอร์กและบอสตันมาราธอน รวมถึงเหรียญทองแดงโอลิมปิกที่ปารีส และที่สำคัญยังเป็นเทคโนโลยีที่มีความยั่งยืนเพราะช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับรองเท้ากีฬาทั่วไป
ปัจจุบันแม้ On จะมีส่วนแบ่งเพียง 1% ในตลาดสปอร์ตแวร์โลกที่มีมูลค่า 4.5 แสนล้านดอลลาร์ แต่การเติบโตนั้นน่าสนใจมาก On วางตัวอยู่ในตลาดพรีเมียม มีสินค้าราคาเริ่มต้นประมาณ 5,000 - 20,000 บาท เทียบกับ Nike ที่อยู่ระหว่าง 2,500–12,000 บาท และ Adidas ที่ 1,600–18,000 บาท อย่างไรก็ตามการแข่งขันยังดุเดือดเพราะ Nike ครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 14% และ Adidas 9% แต่ทั้งสองแบรนด์เผชิญความท้าทายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้แบรนด์น้องใหม่อย่าง On และ Hoka รวมถึงแบรนด์ที่กลับมาฮิต เช่น New Balance ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
การขยายหน้าร้านก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ โดยแบรนด์มีแผนเปิดอีก 7 แห่งในอนาคต ซึ่งปัจจุบัน On มีร้านทั่วโลก 60 แห่ง และวางแผนเปิดเพิ่มอีกปีละสูงสุด 25 แห่ง แม้อีคอมเมิร์ซจะเติบโต
“เรายังเชื่อว่าร้านค้าปลีกมีศักยภาพสูง ถ้าทำอย่างถูกต้อง ใจกลางเมืองยังคงสำคัญต่อสังคม และการช็อปปิ้งกับกีฬาคือองค์ประกอบสำคัญของสิ่งนั้น” David กล่าว
นอกจากนี้เขายังมองว่าร้านของ On ไม่ใช่แค่ร้านค้า แต่เป็นคอมมูนิตี้ โดยเฉพาะสำหรับคนอายุช่วง 20-30 ปี ที่สนใจกีฬา เทรนนิ่ง และการวิ่ง เขาเชื่อว่า On จะยังเติบโตต่อไป เพราะกีฬาเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกันในแบบที่โลกออนไลน์ทำไม่ได้ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของแบรนด์มองว่าการวิ่งและกีฬาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต จึงพร้อมลงทุนกับประสิทธิภาพ นวัตกรรม ความรู้สึกที่ดีกว่า รวมถึงดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนของพวกเขา
อ้างอิงข้อมูล : The Guardian