
SHORT CUT
คลินิกเสริมความงาม สกินแคร์ เมคอัพ ที่ผสมผสานระหว่างสมุนไพรไทยและวิทยาศาสตร์ ถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่จะทำให้ “T-Beauty” พาประเทศไทยขึ้นเป็น “เมืองหลวงแห่งความงาม”
กำลังมาแรงสุดๆ สำหรับกระแส 'T-Beauty' ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกแนวคิดด้านความงามและผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศไทย และอาจจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น 'เมืองหลวงแห่งความงาม'
สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการจุดกระแสให้ T-Beauty โด่งดังและได้รับความนิยมมากขึ้นนั้นมาจากระแสคลินิกความงามในไทย เมื่อ 'Kim Kardashian' เจ้าแม่ด้านบิวตี้ที่เรียกได้ว่าหยิบจับอะไรก็กลายเป็นของแมสได้ทันทีลงโพสต์ถึง หมอโจ้ หรือ นพ.ดิสพงศ์ ปณิฐาภรณ์ และคลินิก The Demis ในกรุงเทพฯ บนอินสตาแกรมของเธอที่มีผู้ติดตามมากถึง 350 ล้านคน ทำให้กลายเป็นจุดหักเหสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลกหันมามองอุตสาหกรรมความงามของไทย
สำหรับธุรกิจคลินิกในไทยนั้นพบว่าปัจจุบันไทยมีคลินิกจดทะเบียนกว่า 6,600 แห่ง เป็นศูนย์กลางการแพทย์ความงามอันดับ 2 ของเอเชียรองจากเกาหลีใต้ และยังคาดการณ์ว่าตลาดนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 7.51 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 แสนล้านบาท) ในปี 2027
ที่สำคัญไทยครองส่วนแบ่งการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในเอเชียแปซิฟิกถึง 44% ด้วยข้อดีเรื่องราคา โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่แข็งแกร่ง และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (JCI)
ส่วนหนึ่งที่ทำให้เทรนด์ความสวยความงามแบบไทยๆ (รวมถึงความหล่อ) เริ่มได้รับความนิยมไปในระดับโลกนั้นมาจากอิทธิพลของนักแสดงไทย เช่น อาโป ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ และ มาย ภาคภูมิ ร่มไทรทอง นักแสดงจาก KinnPorsche รวมถึงซูเปอร์สตาร์อย่าง ลิซ่า BLACKPINK ทำให้ใบหน้าแบบไทยเป็นที่ต้องการในวงการแฟชั่นระดับโลก
จะเห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีศิลปินและคนดังชาวไทยหลายคนได้รับเลือกให้ดำรงเป็น Brand Ambassador หรือตำแหน่งสำคัญๆ ของแบรนด์มากมาย ตัวอย่างเช่น ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี กับแบรนด์ Burberry, แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล กับแบรนด์ Louis Vuitton และ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ กับแบรนด์ Tiffany & Co. และ Loewe เป็นต้น
ไม่ใช่แค่นั้นแต่เมคอัพแบบไทยๆ เช่น สุวาอิ เมกุ หรือ สวยเมค ก็เป็นเทรนด์การแต่งหน้าที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่สาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยจะเน้นความงามแบบไทยที่เน้นผิวฉ่ำโกลว์ดูบ่มแดด โครงหน้าชัดแต่มีความละมุนแบบ Soft Glam
ทำให้ 'แบรนด์ไทย' เช่น Cathy Doll, Oriental Princess และ 4U2 เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ที่หยิบจับเทรนด์โลกมาผสมผสานกับสไตล์ท้องถิ่นได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะ 'Cathy Doll' ที่แม้แต่ทั้งช่างแต่งหน้าของลิซ่าและของ Khloé Kardashian ต่างก็นำไอเทมจากแบรนด์มาแต่งหน้าให้สาวคนดังออกงานจนกลายเป็นกระแสไวรัลอยู่ช่วงหนึ่ง
ถ้าเกาหลีใต้ หรือ K-Beauty คือผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี T-Beauty ก็เปรียบเสมือนผู้นำด้านมรดกทางวัฒนธรรมและการดูแลแบบองค์รวม เน้นความสวยจากภายในสู่ภายนอก และมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่นิยมกินคอลลาเจน วิตามินซี และอาหารเสริมต่างๆ ที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ
ในแง่มุมของการไปคลินิก โดยเฉพาะคลินิกเสริมความงามเฉพาะทางในไทยก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับการได้เข้าไปพักผ่อนในโรงแรมหรู หลายที่จะมีบริการนวด เสิร์ฟชาหรือกาแฟ ไปจนถึงการดูแลในแง่ของจิตใจ
อีกจุดเด่นของ T-Beauty คือการนำสมุนไพรไทยมาประยุกต์ใช้กับวิทยาศาสตร์ เช่น การนำส่วนผสมอย่างขมิ้นชัน, ใบบัวบก, มังคุด และมะขาม มาพัฒนาเป็นสกินแคร์ที่ผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์ เช่นแบรนด์ Gravich, Dr. Pong, Fyne และ Pañpuri
โดยเฉพาะแบรนด์ 'Pañpuri' นั้นมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นสกินแคร์และเครื่องหอมในระดับพรีเมียมที่สร้างรายได้ทะลุพันล้านบาท โด่งดังในระดับโลกจนบริษัทความงามชื่อดังจากญี่ปุ่นอย่าง KOSÉ ยังเข้ามาถือหุ้นประมาณ 79% โดยซื้อหุ้นจากเลคชอร์ แคปปิตอล (Lakeshore Capital) และผู้ถือหุ้นรายอื่น
แม้ว่าในตอนนี้คลินิกและดาราไทยจะดังไกลไปถึงระดับโลกแล้ว แต่ “ผลิตภัณฑ์” กลับยังไม่ได้ถูกนำไปวางขายในห้างสรรพสินค้าตะวันตกมากเท่าแบรนด์เกาหลี ก็ถือเป็นหนึ่งโจทย์สำคัญที่ท้าทายทั้งผู้ประกอบการและการส่งเสริมจากภาครัฐว่าจะทำอย่างไรถึงจะพาแบรนด์ไทยไปวางขายได้ในระดับอินเตอร์แบบทั่วโลกเทียบเท่ากับสกินแคร์หรือเครื่องสำอางชื่อดังของเกาหลีที่มีให้เห็นเกือบทุกร้านค้าปลีก
ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้วางขายในระดับแมสแต่เมคอัพของไทยก็มีข้อได้เปรียบในยุคโลกร้อน โดยเฉพาะ “ผลิตภัณฑ์กันแดด” ที่มีจุดแข็งคือทนความร้อนและความชื้นได้ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกกำลังต้องการเพราะอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้น
นอกจากผลิตภัณฑ์ T-Beauty หลายแบรนด์จะเป็นยอมรับด้านคุณภาพแล้วแต่ยังมีแพคเกจจิ้งที่น่ารักสามารถนำมาเป็นของสะสมได้ ตอบโจทย์เทรนด์ Kidult ที่กำลังฮิตในโลกฝั่งตะวันตก
ท้ายที่สุดนี้อาจสรุปได้ว่าไทยไม่ได้ก้าวมาเพื่อแทนที่เกาหลี แต่กำลังเป็นการสร้างอิทธิพลในทางขนานมากกว่า นั่นคือความงามที่มาจากมรดกวัฒนธรรมและการดูแลแบบองค์รวม ผสานกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งกำลังกลายเป็นแนวทางที่ผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลกมองหา
ที่มา : Vogue Business, Wiseplus Grow