
SHORT CUT
สีลมไม่ใช่ย่านที่มีชีวิตชีวาในตอนกลางคืนเพียงเท่านั้น แต่กลับเป็นย่านที่เรียกได้ว่ามีชีวิตชีวา ‘ทั้งวันทั้งคืน’ เพียงแค่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป
เมื่อพูดถึงย่านที่เต็มไปด้วยแสงสีและความครื้นเครงยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ‘สีลม’ คงเป็นหนึ่งในย่านสำคัญที่สะท้อนภาพจำนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุด
Two Faces, One Place สองเสน่ห์ในย่านสีลม จึงอยากชวนทุกคนมาสำรวจเสน่ห์สองขั้วที่ซ้อนทับกันอยู่บนถนนย่านเดียวกัน ผ่านเรื่องราวที่จะถูกบอกเล่าด้วย 5 ประสาทสัมผัส ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เพื่อทำความรู้จักกับความหลากหลายของพื้นที่ และทำความเข้าใจมุมมองของเมืองที่ลึกซึ้งกว่าที่เคย
หากเราลองลบภาพจำของแสงสียามค่ำคืนออกไปก่อน ‘รูป’ หรือภาพที่เรามองเห็นย่านสีลมคือพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งประกอบไปด้วย สำนักงาน ตึกสูงระฟ้า และที่อยู่อาศัย สีลมเป็นย่านที่ระบบขนส่งมวลชนเข้าถึงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า BTS และ MRT รถเมล์ วินมอเตอร์ไซค์ หรือบริการอื่น ๆ ความสะดวกสบายที่ครบครันนี้ ส่งผลให้พื้นที่นี้เป็นอีกหนึ่งศูนย์รวมของคนทำงานออฟฟิศ เราจะเห็นได้ว่าในตอนเช้าพื้นที่ย่านสีลม ไม่ว่าจะเป็นแถว ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ป้ายรถเมล์หน้าซอยธนิยะ ทางเชื่อมเข้าสีลมเอจ หรือบันไดเลื่อนบริเวณพาร์คสีลมก็จะเต็มไปด้วยพนักงานออฟฟิศที่กำลังเดินทางมาถึง หรือกำลังเตรียมตอกบัตรเข้าทำงานในตอนเช้า
ทว่าเมื่อถึงเวลากลางคืน ภาพสีลมกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะอยู่ในย่านเดียวกัน แต่กลับมีบรรยากาศที่แตกต่าง เช่น ซอยธนิยะ จากตอนกลางวันที่เต็มไปด้วยความพลุกพล่านของพนักงานออฟฟิศ สู่ตอนกลางคืนที่ร้านรวงแปรเปลี่ยนเป็นสถานบันเทิงซึ่งเป็นพื้นที่ของการปลดปล่อยและคอยให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ถ้าอยากเห็นภาพให้ชัดเจนขึ้น สีลมซอย 4 ตอนกลางคืนคือซอยของ ‘เกย์’ บาร์ต่าง ๆ มักตกแต่งด้วยธงสีรุ้ง และมีการแต่ง Drag เพื่อเป็นจุดขายของร้าน เพราะที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดัง และเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของความหลากหลายทางเพศ นอกเหนือไปจากบาร์เกย์ บริเวณซอยพัฒพงศ์ก็เป็นอีกพื้นที่ของประวัติศาสตร์ Sex Worker จะเห็นได้ว่าในโซนนี้เต็มไปด้วยสถานบริการทางเพศเรียงรายมากมาย
สีลมเป็นจุดศูนย์รวมความหลากหลายทางรสชาติ ตั้งแต่รสชาติของความเป็น Global ที่เต็มไปด้วยอาหารชาติต่าง ๆ อาทิ ญี่ปุ่น อินเดีย ไปจนถึงรสชาติของความเป็น Local เช่น อาหารสตรีทฟู้ดอย่างข้าวกะเพรา ไข่เจียวราดข้าว หมูปิ้งข้าวเหนียว ซอยหนึ่งที่เป็นภาพแทนของความเป็น Global ได้ดี คือซอยธนิยะ โดยเริ่มจากต้นซอยฝั่ง BTS ศาลาแดงที่เป็นร้านสะดวกซื้อชื่อดังจากญี่ปุ่นอย่างดองกิ ถ้าเดินเข้ามาเรื่อย ๆ ก็จะพบเจอร้านอาหารญี่ปุ่นที่ขายตั้งแต่ ซูชิ ซาซิมิ ราเมง ไปจนถึงสุกี้ยากี้ตลอดทั้งซอย บางคนก็ว่ากันว่าที่นี่คือประเทศญี่ปุ่นขนาดย่อม เหมือนเดินอยู่ในการ์ตูนชินจัง เพราะบรรยากาศก็ให้ อีกทั้งยังมีคนญี่ปุ่นเยอะอีก และบางร้านก็ให้บริการเฉพาะคนญี่ปุ่นด้วย
แม้ความ Global จากซอยธนิยะดูจะเป็นภาพจำของย่านสีลม เพราะเต็มไปด้วยร้านอาหารและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่อีกภาพจำสำคัญที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศไทยคือร้านอาหาร Local เช่น รถขายลูกชิ้นทอด ร้านข้าวต้มกุ๊ยข้างทาง หรือร้านก๋วยจั๊บเจ้าเก่า อย่างตลาดวัดแขกก็เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของสีลมในตอนเช้าที่เป็นภาพแทนของ Local ได้ดี เพราะบริเวณตลาดจะเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขายที่อยู่มานานจนเป็นร้านในตำนานไปจนถึงร้านหน้าใหม่ ๆ ที่ออกมาขายเพราะอยากเชื่อมโยงกับชุมชนมากขึ้น บริเวณตลาดก็ขายทั้งของกิน ของใช้ อีกทั้งยังมีไกด์นำเที่ยวพานักท่องเที่ยวต่างชาติมาจ่ายตลาดเพื่อให้เงินไหลเวียนหล่อเลี้ยงชุมชนต่อ นอกเหนือไปจากตลาดเช้า สตรีทฟู้ดตอนกลางคืนที่สีลมก็เป็นอีกหนึ่งจุดขาย เพราะร้านข้างทางแทบทุกร้านโดยเฉพาะร้านข้าวต้มกุ๊ยเต็มไปด้วยลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ พนักงานที่กำลังเลิกงาน ไปจนถึงคนเมาที่กำลังออกมาจากสถานบันเทิง
‘วัดพระศรีมหาอุมาเทวี’ หรือ ‘วัดแขกสีลม’ เป็นวัดพราหมณ์-ฮินดูเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ย่านสีลม สถานที่นี้เป็นที่รู้จักกันดีของสายมูเตลู ที่ไม่ว่าจะของาน ขอเงิน ขอความรัก ก็จะมากันทีนี้ (เขาว่ากันว่าขออะไรก็ได้ตามที่หวัง) บริเวณวัดแขกนี้จะเป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้เราได้สัมผัสกลิ่นอายของความศรัทธาจากผู้คนที่ตั้งใจมาสักการะบูชาเพื่อขอพรให้ชีวิตดีขึ้นในวันที่สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ ทั้งเรื่องน้ำมันแพง แต่ค่าแรงถูก หรือบางคนก็แวะไหว้ด้านนอกเพราะเป็นทางผ่านไปออฟฟิศเพื่อขอพรให้วันนี้เป็นวันที่ดี ซึ่งกลิ่นที่น่าจดจำของวัดแขกคือกลิ่นควันกำยาน และกลิ่นหอมของดอกไม้ เวลาเดินผ่านก็มักจะได้กลิ่นควันกำยานฟุ้งลอยอยู่บนอากาศ และกลิ่นหอมดอกไม้นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นดอกกุหลาบแดง ดอกมะลิ หรือดอกบัวที่มักถูกนำมาไหว้
ในทางตรงกันข้าม พอตกกลางคืนกลิ่นของความศรัทธาที่เคยสัมผัสได้ก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นความปราถนายามราตรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านสีลม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของกัญชาและควันบุหรี่ที่ฟุ้งกระจาย กลิ่นอายของการสังสรรค์ ไปจนถึงกลิ่นน้ำหอมสารพัดแบรนด์ของนักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ แม้กลิ่นคละคลุ้งของความปรารถนาและกลิ่นอายแห่งศรัทธาจะดูสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง แต่มันกลับเป็นความขัดแย้งที่ซ้อนทับและอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวบนย่านสีลม
ในช่วงเช้าของย่านสีลม เสียงที่ขับเคลื่อนเมืองคือเสียงความเร่งรีบของรถยนต์บนท้องถนน เสียงแตะบัตรขึ้นรถไฟฟ้า เสียงฝีเท้าของคนที่ย่างก้าวบนสกายวอร์คเพื่อเข้าเมืองมาทำงาน เสียงเหล่านี้เป็นเสียงแทนของชีวิตชาวออฟฟิศหรือชีวิตคนทำงานตอนเช้า ผู้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของย่านนี้ในเวลากลางวัน
เมื่อฟ้ามืดลง เสียงแทนของย่านสีลมก็เปลี่ยนแปลงไป จากเสียงแทนของคนที่ทำงานอยู่ในระบบ เปลี่ยนกลับมาเป็นเสียงแทนของชีวิตข้างถนน ตั้งแต่เสียงตะหลิวกระทบกระทะจากแม่ค้าสตรีทฟู้ดที่คอยเยียวยาความหิวรอบดึก เสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มทะลุบาร์ออกมา ปะปนไปกับเสียงเชิญชวนของผู้ให้บริการยามค่ำคืน ด้วยประโยคคุ้นหูอย่าง "PingPong Show?" ที่มักผ่านหูตลอดทางเดิน เสียงต่าง ๆ เหล่านี้คือเสียงของคนทำงานกลางคืน และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจย่านสีลมไม่แพ้ช่วงเวลาอื่น
มิติสุดท้ายที่จะพาไปรู้จักกับสีลมคือการสัมผัส สองมือที่สัมผัสสามารถทำให้เรารับรู้จังหวะชีวิตของคนย่านสีลมได้เป็นอย่างดี ตอนเช้าสัมผัสของคนทำงานมักจะเป็นการหยิบจับสิ่งของที่เต็มไปด้วยการแบกรับหน้าที่ และความรับผิดชอบ ภาพที่มักจะสะท้อนให้เห็นอยู่บ่อยครั้งคือ พนักงานออฟฟิศถือแล็ปท็อป แวะอเมซอนเพื่อซื้อกาแฟ ไปจนถึงการหยิบบัตรพนักงานติ๊ดบัตรเข้าตึก หรือการสัมผัสแป้นพิมพ์อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การสัมผัสเหล่านี้คือภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดของภาระหน้าที่คนทำงานกลางวัน
แต่เมื่อตะวันลับฟ้าไป การสัมผัสของผู้คนในย่านนี้ก็แปรเปลี่ยน เพราะชีวิตที่ทำงานตอนเช้า พอตกดึกกลับกลายเป็นการสัมผัสเพื่อโอบรับความผ่อนคลาย จากการสัมผัสแก้วกาแฟที่ต้องดื่มเพื่อบูสต์เอเนอร์จี้ในการทำงาน สู่การจับแก้วเบียร์แล้วดื่มเพื่อความผ่อนคลายและสังสรรค์ ซึ่งรวมไปถึงการได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับผู้คนที่นอกเหนือจากเพื่อนร่วมงาน การเปลี่ยนผ่านของที่อยู่ในมือจากแก้วกาแฟสู่แก้วเบียร์ และรูปแบบการสัมผัสเชื่อมโยงกับผู้คนจากเพื่อนร่วมงานสู่มิตรสหายยามราตรี เป็นเหมือนการวางภาระหน้าที่ลง ปิดโหมดคนทำงาน แล้วหันมาโอบรับความผ่อนคลายแทน
เรื่องราวสองขั้วของสีลมที่ถูกเล่าผ่านประสาทสัมผัส 5 มิติ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส สะท้อนให้เห็นว่าสีลมคือย่านที่โอบรับทุกความแตกต่างไว้ในหนึ่งพื้นที่ สีลมเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ พื้นที่ของวิถีชีวิตหลากหลายเชื้อชาติ และที่สำคัญเป็นพื้นที่รากฐานสำคัญของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศตอนเช้า คนทำงานกลางคืน นักท่องเที่ยวต่างชาติ คนไร้บ้าน พ่อค้าแม่ขาย ทุกคนต่างก็เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่คอยขับเคลื่อนย่านนี้ต่อไป ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเมืองนี้ขับเคลื่อนได้ด้วยความหลากหลายทั้งผู้คนและช่วงเวลา เพราะเสน่ห์ของสีลมคือการเป็นย่านอนุญาตให้ทุกตัวตนได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเท่าเทียม