
SHORT CUT
คนรุ่นใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไปแห่ลงทุนทองคำ จีน อินเดีย สิงคโปร์ เดินหน้าซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่ SCB เปิด SCB Gold Marketplace บนแอป SCB EASY จับมือ YLG และร้านทองชั้นนำ ดันทองคำเข้าถึงง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่
ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ตลาดการเงิน ตลาดทุน รวมถึงตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น ประเทศไทยเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวได้ ทำให้นักลงทุนต้องปรับตัวและมองหาเครื่องมือที่จะช่วยบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการทำความเข้าใจเทรนด์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในสินทรัพย์ที่กลับมาได้รับความสนใจอย่างมากคือ ‘ทองคำ’ ซึ่งไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับถือครองระยะยาวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้สร้างโอกาสทำกำไรท่ามกลางความผันผวน
ข้อมูลจากบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เผยพฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่อย่างน่าสนใจ โดย Gen Z และ Millennials หันมาลงทุนในทองคำในอัตราที่สูงกว่าคนรุ่นเก่าอย่าง Gen X และ Baby Boomers ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคง’ และการเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ของทองคำ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงจากตลาดสินทรัพย์ต่างๆ
อินไซต์ดังกล่าวกำลังสะท้อนภาพใหม่ของตลาดทองคำ เมื่อคนรุ่นใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไปเริ่มเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะในจีน อินเดีย และสิงคโปร์ ซึ่งเริ่มเห็นนักลงทุนวัย 18-20 ปีเข้าถึงทองคำผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะที่คนรุ่นใหม่ในจีนมีแนวโน้มเลือกซื้อทองคำขนาดเล็กประมาณ 1-5 กรัม ซึ่งเป็นระดับเงินลงทุนที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนอินเดียพบว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปีให้ความสนใจลงทุนทองคำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าทองคำไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานหรือผู้ที่มีเงินออมก้อนใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่คนรุ่นใหม่สามารถเริ่มต้นทำความรู้จักและลงทุนได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
หนึ่งในภาพที่เห็นชัดในปี 2569 คือการเข้ามาของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนทองคำจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาทลายข้อจำกัดเรื่องเงินทุน ช่องทางการซื้อขาย และเวลาในการลงทุน ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยข้อมูลจากวายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส ระบุว่า นักลงทุนที่ซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วโลกมากกว่า 70% เป็นกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี สะท้อนว่าตลาดทองคำกำลังขยับเข้าใกล้คนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ
พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นในหลายตลาดสำคัญ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งกลุ่ม Gen Z และ Gen Y หันมาสนใจการลงทุนทองคำมากขึ้น คนรุ่นใหม่ในจีนมีแนวโน้มเลือกซื้อทองคำขนาดเล็กประมาณ 1-5 กรัม ซึ่งเป็นระดับเงินลงทุนที่เข้าถึงได้ง่าย ขณะที่อินเดียพบว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปีมีสัดส่วนการลงทุนในทองคำสูงกว่าช่องทางการลงทุนบางประเภทอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันในสิงคโปร์และอินเดียยังเริ่มเห็นนักลงทุนอายุเพียง 18-20 ปีเข้ามาสู่ตลาดทองคำผ่านระบบออนไลน์
สิ่งที่น่าสนใจคือคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองทองคำในรูปแบบเดิมที่ต้องเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อทองคำแท่งแล้วถือยาว แต่เปลี่ยนมาใช้แนวคิด ‘ทยอยสะสม’ และ ‘แบ่งไม้ซื้อ’ เพื่อสร้างโอกาสทำกำไรจากความผันผวนของราคา การลงทุนลักษณะนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนยุคดิจิทัลที่ต้องการความยืดหยุ่น สามารถเข้าออกตลาดได้รวดเร็ว และติดตามราคาได้แบบเรียลไทม์ จึงทำให้ทองคำกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์เพื่อเก็บรักษาความมั่งคั่ง มาเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ใช้บริหารพอร์ตและสร้างผลตอบแทนระยะสั้นมากขึ้น
‘ฐิภา นววัฒนทรัพย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท วายแอลจี กรุ๊ป (YLG) จำกัด มองว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดทองคำ ขณะที่ภาพระยะยาว 3-5 ปี ยังมีโอกาสเป็นขาขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ซึ่งสะสมทองคำต่อเนื่องมานานกว่า 21 เดือน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต้องการถือครองทองคำ
สำหรับมุมมองราคาทองคำ YLG ประเมินว่าในปีหน้า ราคาทองคำมีโอกาสกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และหากสามารถผ่านระดับดังกล่าวไปได้ มีโอกาสขยับขึ้นไปแตะ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของทองคำยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินของธนาคารกลาง ความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
ด้าน ‘ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ’ ประธานฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก มองว่า คนไทยมีความคุ้นเคยกับราคาทองคำในระดับสูง และในปัจจุบันการซื้อขายทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะช่วยให้นักลงทุนสามารถอ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกได้โดยตรง และเป็นอีกทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินบาท โดยมองว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ราคาทองคำยังมีโอกาสกลับไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ โดยมีแรงหนุนจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ รวมถึงการใช้จ่ายด้านความมั่นคงและสงครามที่อยู่ในระดับสูง
ขณะที่ ‘ธนรัชต์ พสวงศ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ชี้ว่า การลงทุนกำลังเข้าสู่ยุค Digital Adoption อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะนักลงทุน Gen Y และคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและสามารถเข้าถึงข้อมูลราคาทองคำได้ตลอดเวลา ส่งผลให้มุมมองที่มีต่อทองคำเปลี่ยนไปจากเดิม จากสินทรัพย์สำหรับเก็บสะสมระยะยาว กลายเป็นสินทรัพย์สำหรับเก็งกำไรตามจังหวะตลาดมากขึ้น
เพื่อรองรับพฤติกรรมดังกล่าว ฮั่วเซ่งเฮงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทองคำ 99.99% ขนาดเล็กพิเศษ เริ่มต้นที่ 0.05 บาท หรือ 0.05 กรัม เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่สูง และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารพอร์ตผ่านช่องทางดิจิทัล พร้อมประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แม้อาจยังไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ภายในปีนี้ แต่ภาพในระยะ 2-3 ปียังมีปัจจัยสนับสนุน
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำยุคใหม่คือการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของภาคธนาคาร เช่นล่าสุดไทยพาณิชย์ผนึก 3 ร้านทองยักษ์ใหญ่ เปิดตัว SCB Gold Marketplace ปลดล็อกประสบการณ์ลงทุนทองมาตรฐานโลกผ่าน SCB EASY โดย ‘แพททริก ปูเลีย’ Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยถึง SCB Gold Marketplace บนแอปพลิเคชัน SCB Easy ว่าเกิดจากความร่วมมือระหว่างธนาคารกับ 3 ผู้ให้บริการทองคำรายใหญ่ ได้แก่ YLG, MTS Gold และฮั่วเซ่งเฮง เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนสามารถเลือกซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มเดียว
จุดเด่นสำคัญคือการเปิดให้ซื้อขายทองคำได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ถึง 03.00 น. ของวันถัดไป สอดรับกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์ในช่วงกลางคืน รวมถึงไม่มีค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย และยังสามารถแลกเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐเก็บไว้ในบัญชี FCD เพื่อรับดอกเบี้ยระหว่างรอจังหวะเข้าลงทุนทองคำได้
แม้การลงทุนจะเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ แต่ยังสามารถเลือกรับทองคำจริงกลับบ้านได้ ทั้งการจัดส่งถึงที่อยู่หรือรับผ่านสาขาห้างทองที่กำหนด ขณะเดียวกัน SCB ยังเตรียมพัฒนาฟังก์ชันการตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า และระบบออมทองแบบ DCA เพื่อช่วยให้นักลงทุนสร้างวินัยในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้พัฒนา SCB Gold Marketplace บริการซื้อ-ขายทองคำแบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์ม SCB EASY เพื่อเปลี่ยนการซื้อ-ขายทองคำให้กลายเป็นการลงทุนที่ง่ายสำหรับทุกคน ด้วยความร่วมมือกับสามพันธมิตรผู้ค้าทองชั้นนำ ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง MTS Gold (แม่ทองสุก) และ วายแอลจี (YLG) สะท้อนบทบาทของ SCB ในการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนแห่งอนาคตที่รวบรวมโอกาสการลงทุนสำคัญไว้ในที่เดียว ช่วยให้การเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีคุณภาพเป็นเรื่องง่าย สะดวก และตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำพันธกิจของธนาคารในการเชื่อมต่อคนไทยเข้ากับโอกาสการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพตลาดทองคำปี 2569 ที่กำลังเปลี่ยนจากสนามของนักลงทุนรุ่นเก่าไปสู่ตลาดที่เปิดกว้างสำหรับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้การเข้าถึงทองคำง่ายกว่าเดิม เงินลงทุนเริ่มต้นลดลง และสามารถซื้อขายได้แทบทุกที่ทุกเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสะดวกที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับความผันผวนที่สูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการลงทุนทองคำจึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่าราคาจะขึ้นหรือลง แต่ต้องเข้าใจปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดและวางแผนบริหารความเสี่ยงให้เหมาะกับพอร์ตของตัวเอง เพราะในโลกการลงทุนที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ‘เครื่องมือที่ดี’ อาจช่วยเปิดประตูสู่โอกาส แต่ ‘ความรู้’ ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจลงทุน