คนรุ่นใหม่อยากรวย อายุ 18 ปี จีน อินเดีย สิงคโปร์ เริ่มลงทุนทองคำ-ซื้อขายผ่านดิจิทัล

คนรุ่นใหม่อยากรวย อายุ 18 ปี จีน อินเดีย สิงคโปร์ เริ่มลงทุนทองคำ-ซื้อขายผ่านดิจิทัล

คนรุ่นใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไปแห่ลงทุนทองคำ จีน อินเดีย สิงคโปร์ เดินหน้าซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่ SCB เปิด SCB Gold Marketplace บนแอป SCB EASY จับมือ YLG และร้านทองชั้นนำ ดันทองคำเข้าถึงง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่

SHORT CUT

  • คนรุ่นใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะจีน อินเดีย และสิงคโปร์ หันลงทุนทองคำผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น
  • YLG เผยกว่า 70% ของนักลงทุนทองคำผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วโลก เป็นกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี สะท้อนพฤติกรรมลงทุนที่เปลี่ยนไป
  • SCB เปิด SCB Gold Marketplace บนแอป SCB EASY จับมือ YLG, MTS Gold และฮั่วเซ่งเฮง เปิดซื้อขายทองคำเกือบ 24 ชั่วโมง

คนรุ่นใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไปแห่ลงทุนทองคำ จีน อินเดีย สิงคโปร์ เดินหน้าซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่ SCB เปิด SCB Gold Marketplace บนแอป SCB EASY จับมือ YLG และร้านทองชั้นนำ ดันทองคำเข้าถึงง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ตลาดการเงิน ตลาดทุน รวมถึงตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น ประเทศไทยเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวได้ ทำให้นักลงทุนต้องปรับตัวและมองหาเครื่องมือที่จะช่วยบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการทำความเข้าใจเทรนด์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในสินทรัพย์ที่กลับมาได้รับความสนใจอย่างมากคือ ‘ทองคำ’ ซึ่งไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับถือครองระยะยาวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้สร้างโอกาสทำกำไรท่ามกลางความผันผวน

ข้อมูลจากบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เผยพฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่อย่างน่าสนใจ โดย Gen Z และ Millennials หันมาลงทุนในทองคำในอัตราที่สูงกว่าคนรุ่นเก่าอย่าง Gen X และ Baby Boomers ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคง’ และการเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ของทองคำ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงจากตลาดสินทรัพย์ต่างๆ

คนรุ่นใหม่อยากรวย อายุ 18 ปี จีน อินเดีย สิงคโปร์ เริ่มลงทุนทองคำ-ซื้อขายผ่านดิจิทัล

 

อินไซต์ดังกล่าวกำลังสะท้อนภาพใหม่ของตลาดทองคำ เมื่อคนรุ่นใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไปเริ่มเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะในจีน อินเดีย และสิงคโปร์ ซึ่งเริ่มเห็นนักลงทุนวัย 18-20 ปีเข้าถึงทองคำผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะที่คนรุ่นใหม่ในจีนมีแนวโน้มเลือกซื้อทองคำขนาดเล็กประมาณ 1-5 กรัม ซึ่งเป็นระดับเงินลงทุนที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนอินเดียพบว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปีให้ความสนใจลงทุนทองคำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าทองคำไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานหรือผู้ที่มีเงินออมก้อนใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่คนรุ่นใหม่สามารถเริ่มต้นทำความรู้จักและลงทุนได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

หนึ่งในภาพที่เห็นชัดในปี 2569 คือการเข้ามาของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนทองคำจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาทลายข้อจำกัดเรื่องเงินทุน ช่องทางการซื้อขาย และเวลาในการลงทุน ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยข้อมูลจากวายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส ระบุว่า นักลงทุนที่ซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วโลกมากกว่า 70% เป็นกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี สะท้อนว่าตลาดทองคำกำลังขยับเข้าใกล้คนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ

พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นในหลายตลาดสำคัญ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งกลุ่ม Gen Z และ Gen Y หันมาสนใจการลงทุนทองคำมากขึ้น คนรุ่นใหม่ในจีนมีแนวโน้มเลือกซื้อทองคำขนาดเล็กประมาณ 1-5 กรัม ซึ่งเป็นระดับเงินลงทุนที่เข้าถึงได้ง่าย ขณะที่อินเดียพบว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปีมีสัดส่วนการลงทุนในทองคำสูงกว่าช่องทางการลงทุนบางประเภทอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันในสิงคโปร์และอินเดียยังเริ่มเห็นนักลงทุนอายุเพียง 18-20 ปีเข้ามาสู่ตลาดทองคำผ่านระบบออนไลน์

คนรุ่นใหม่อยากรวย อายุ 18 ปี จีน อินเดีย สิงคโปร์ เริ่มลงทุนทองคำ-ซื้อขายผ่านดิจิทัล

สิ่งที่น่าสนใจคือคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองทองคำในรูปแบบเดิมที่ต้องเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อทองคำแท่งแล้วถือยาว แต่เปลี่ยนมาใช้แนวคิด ‘ทยอยสะสม’ และ ‘แบ่งไม้ซื้อ’ เพื่อสร้างโอกาสทำกำไรจากความผันผวนของราคา การลงทุนลักษณะนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนยุคดิจิทัลที่ต้องการความยืดหยุ่น สามารถเข้าออกตลาดได้รวดเร็ว และติดตามราคาได้แบบเรียลไทม์ จึงทำให้ทองคำกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์เพื่อเก็บรักษาความมั่งคั่ง มาเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ใช้บริหารพอร์ตและสร้างผลตอบแทนระยะสั้นมากขึ้น

‘ฐิภา นววัฒนทรัพย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท วายแอลจี กรุ๊ป (YLG) จำกัด มองว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดทองคำ ขณะที่ภาพระยะยาว 3-5 ปี ยังมีโอกาสเป็นขาขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ซึ่งสะสมทองคำต่อเนื่องมานานกว่า 21 เดือน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต้องการถือครองทองคำ

สำหรับมุมมองราคาทองคำ YLG ประเมินว่าในปีหน้า ราคาทองคำมีโอกาสกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และหากสามารถผ่านระดับดังกล่าวไปได้ มีโอกาสขยับขึ้นไปแตะ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของทองคำยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินของธนาคารกลาง ความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

ด้าน ‘ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ’ ประธานฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก มองว่า คนไทยมีความคุ้นเคยกับราคาทองคำในระดับสูง และในปัจจุบันการซื้อขายทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะช่วยให้นักลงทุนสามารถอ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกได้โดยตรง และเป็นอีกทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินบาท โดยมองว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ราคาทองคำยังมีโอกาสกลับไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ โดยมีแรงหนุนจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ รวมถึงการใช้จ่ายด้านความมั่นคงและสงครามที่อยู่ในระดับสูง

ขณะที่ ‘ธนรัชต์ พสวงศ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ชี้ว่า การลงทุนกำลังเข้าสู่ยุค Digital Adoption อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะนักลงทุน Gen Y และคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและสามารถเข้าถึงข้อมูลราคาทองคำได้ตลอดเวลา ส่งผลให้มุมมองที่มีต่อทองคำเปลี่ยนไปจากเดิม จากสินทรัพย์สำหรับเก็บสะสมระยะยาว กลายเป็นสินทรัพย์สำหรับเก็งกำไรตามจังหวะตลาดมากขึ้น

เพื่อรองรับพฤติกรรมดังกล่าว ฮั่วเซ่งเฮงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทองคำ 99.99% ขนาดเล็กพิเศษ เริ่มต้นที่ 0.05 บาท หรือ 0.05 กรัม เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่สูง และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารพอร์ตผ่านช่องทางดิจิทัล พร้อมประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แม้อาจยังไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ภายในปีนี้ แต่ภาพในระยะ 2-3 ปียังมีปัจจัยสนับสนุน

อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำยุคใหม่คือการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของภาคธนาคาร เช่นล่าสุดไทยพาณิชย์ผนึก 3 ร้านทองยักษ์ใหญ่ เปิดตัว SCB Gold Marketplace ปลดล็อกประสบการณ์ลงทุนทองมาตรฐานโลกผ่าน SCB EASY โดย ‘แพททริก ปูเลีย’ Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยถึง SCB Gold Marketplace บนแอปพลิเคชัน SCB Easy ว่าเกิดจากความร่วมมือระหว่างธนาคารกับ 3 ผู้ให้บริการทองคำรายใหญ่ ได้แก่ YLG, MTS Gold และฮั่วเซ่งเฮง เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนสามารถเลือกซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มเดียว

จุดเด่นสำคัญคือการเปิดให้ซื้อขายทองคำได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ถึง 03.00 น. ของวันถัดไป สอดรับกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์ในช่วงกลางคืน รวมถึงไม่มีค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย และยังสามารถแลกเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐเก็บไว้ในบัญชี FCD เพื่อรับดอกเบี้ยระหว่างรอจังหวะเข้าลงทุนทองคำได้

แม้การลงทุนจะเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ แต่ยังสามารถเลือกรับทองคำจริงกลับบ้านได้ ทั้งการจัดส่งถึงที่อยู่หรือรับผ่านสาขาห้างทองที่กำหนด ขณะเดียวกัน SCB ยังเตรียมพัฒนาฟังก์ชันการตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า และระบบออมทองแบบ DCA เพื่อช่วยให้นักลงทุนสร้างวินัยในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้พัฒนา SCB Gold Marketplace บริการซื้อ-ขายทองคำแบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์ม SCB EASY เพื่อเปลี่ยนการซื้อ-ขายทองคำให้กลายเป็นการลงทุนที่ง่ายสำหรับทุกคน ด้วยความร่วมมือกับสามพันธมิตรผู้ค้าทองชั้นนำ ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง MTS Gold (แม่ทองสุก) และ วายแอลจี (YLG) สะท้อนบทบาทของ SCB ในการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนแห่งอนาคตที่รวบรวมโอกาสการลงทุนสำคัญไว้ในที่เดียว ช่วยให้การเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีคุณภาพเป็นเรื่องง่าย สะดวก และตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำพันธกิจของธนาคารในการเชื่อมต่อคนไทยเข้ากับโอกาสการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพตลาดทองคำปี 2569 ที่กำลังเปลี่ยนจากสนามของนักลงทุนรุ่นเก่าไปสู่ตลาดที่เปิดกว้างสำหรับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้การเข้าถึงทองคำง่ายกว่าเดิม เงินลงทุนเริ่มต้นลดลง และสามารถซื้อขายได้แทบทุกที่ทุกเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสะดวกที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับความผันผวนที่สูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการลงทุนทองคำจึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่าราคาจะขึ้นหรือลง แต่ต้องเข้าใจปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดและวางแผนบริหารความเสี่ยงให้เหมาะกับพอร์ตของตัวเอง เพราะในโลกการลงทุนที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ‘เครื่องมือที่ดี’ อาจช่วยเปิดประตูสู่โอกาส แต่ ‘ความรู้’ ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจลงทุน

related