
SHORT CUT
อายุยืนขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือโจทย์การเงินที่ต้องวางแผนใหม่! หากมีอายุยืนเพิ่มอีก 10 ปี อาจต้องเตรียมเงินเกษียณเพิ่มถึง 3.57 ล้านบาท ขณะที่การวางแผนเงินไว้ใช้ถึงอายุ 80 ปี อาจไม่เพียงพอในวันที่คนรุ่นใหม่มีอายุยืนขึ้น
อายุยืนขึ้นอาจเป็นข่าวดีของชีวิต แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับเป็นโจทย์ใหญ่ทางการเงิน เพราะยิ่งมีชีวิตอยู่นานเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีเงินรองรับค่าใช้จ่ายให้นานขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะมีชีวิตถึงกี่ปี แต่คือเงินที่เตรียมไว้จะอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน
Bnomics by Bangkok Bank เปิดข้อมูลประเด็น Longevity Risk หรือความเสี่ยงจากการมีอายุยืนกว่าที่วางแผนไว้ หลังประเทศไทยมีอายุคาดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มจากประมาณ 50.6 ปี ในปี 2503 เป็น 76.6 ปี ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นราว 26 ปีภายในเวลา 6 ทศวรรษ
แม้ความก้าวหน้าทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขจะทำให้คนมีอายุยืนขึ้น แต่ในทางการเงิน นั่นหมายถึงระยะเวลาหลังเกษียณที่ยาวขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินโดยไม่มีรายได้จากการทำงานเหมือนเดิม
อายุยืนขึ้น 10 ปี เงินเกษียณต้องเพิ่ม 3.57 ล้านบาท
ลองดูตัวเลขจากกรณีศึกษาของคนอายุ 40 ปี ซึ่งเริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่วันนี้ โดยต้องการมีค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเทียบเท่า 20,000 บาทต่อเดือนในมูลค่าปัจจุบัน เกษียณเมื่ออายุ 60 ปี และสมมติให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2% ต่อปี เมื่อถึงวัยเกษียณ ค่าใช้จ่าย 20,000 บาทในวันนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 29,719 บาทต่อเดือน
หากวางแผนให้เงินเพียงพอใช้ถึงอายุ 80 ปี จะต้องมีเงินสะสมประมาณ 7.13 ล้านบาท แต่หากเผื่อให้ใช้เงินไปจนถึงอายุ 90 ปี เงินก้อนที่ต้องเตรียมจะเพิ่มเป็นประมาณ 10.70 ล้านบาท เท่ากับว่า เพียงแค่เผื่ออายุยืนขึ้นอีก 10 ปี เงินที่ต้องเตรียมเพิ่มขึ้นประมาณ 3.57 ล้านบาท
และหากเริ่มออมจากศูนย์ตั้งแต่อายุ 40 ปี โดยสมมติผลตอบแทนเฉลี่ย 2% ต่อปี เป้าหมายเกษียณถึงอายุ 80 ปี จะต้องออมประมาณ 24,000 บาทต่อเดือน ขณะที่หากต้องการให้เงินพอถึงอายุ 90 ปี จะต้องออมประมาณ 36,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้เห็นภาพว่า อายุที่ยืนยาวขึ้นสามารถเปลี่ยนภาระการออมเพื่อเกษียณได้อย่างมีนัยสำคัญ
ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
โจทย์นี้ยิ่งสำคัญเมื่อไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดว่า ภายในปี 2576 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด หรือ Super-aged Society และภายในปี 2583 ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรประเทศ
นั่นหมายความว่า การวางแผนเกษียณโดยคิดว่าเตรียมเงินไว้ถึงอายุ 80 ปีก็เพียงพอ อาจไม่ครอบคลุมความเป็นจริงของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มใช้ชีวิตยาวขึ้น
5 ความเสี่ยงที่มากับการมีอายุยืน
1. เงินอาจหมดก่อนชีวิต
ข้อมูลระบุว่า ผู้สูงอายุไทย 44.6% ไม่มีเงินออม ขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 ยังต้องทำงานเพื่อหารายได้ และมากกว่าครึ่งของผู้ที่มีเงินออม มีเงินเก็บไม่ถึง 100,000 บาท เมื่อรายได้ลดลง แต่ระยะเวลาที่ต้องใช้เงินยาวขึ้น ความเสี่ยงที่เงินจะหมดก่อนชีวิตจึงเพิ่มขึ้น
2. ค่ารักษาพยาบาลอาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่
WTW คาดว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลในปี 2569 อยู่ที่ 10.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นอีกปัจจัยที่ต้องนำมาคิดในแผนเกษียณ เพราะการเจ็บป่วยครั้งใหญ่สามารถกระทบเงินออมที่สะสมมานานหลายสิบปี
3. อายุยืนไม่ได้หมายความว่าจะสุขภาพดีตลอดชีวิต
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า คนไทยมีช่องว่างระหว่างอายุขัยเฉลี่ยกับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีประมาณ 9.5 ปี นั่นหมายความว่า แม้จะมีชีวิตยืนยาว แต่ช่วงท้ายของชีวิตอาจต้องเผชิญกับโรคเรื้อรัง ข้อจำกัดทางร่างกาย หรือการพึ่งพาผู้อื่น
4. ค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาวกำลังเป็นโจทย์ใหญ่
จำนวนผู้มีอายุเกิน 80 ปีที่ต้องการความช่วยเหลือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากประมาณ 400,000 คนในปี 2560 เป็นเกือบ 2.5 ล้านคนในปี 2580 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่า ขณะที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลงและสมาชิกในครอบครัวต้องทำงานมากขึ้น การพึ่งพาลูกหลานเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่มั่นคงเหมือนในอดีต
5. รายได้ลด แต่ค่าใช้จ่ายยังเดินต่อ
เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ รายได้จากการทำงานอาจลดลงหรือหายไป แต่ค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย การเดินทาง สุขภาพ และการดูแลระยะยาวยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การมีเงินก้อนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินสามารถรองรับชีวิตที่ยาวขึ้นได้ด้วย
อายุยืนต้องวางแผนให้เงินยืนยาวตาม
การรับมือกับ Longevity Risk จึงไม่ใช่แค่การเก็บเงินให้มากขึ้น แต่ต้องวางแผนให้ครอบคลุมทั้งสุขภาพ รายได้ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงหลังเกษียณ
การดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกษียณ การคำนวณค่าใช้จ่ายในอนาคต การแยกเงินออมฉุกเฉินและเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อม
ขณะเดียวกัน เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง หรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างรายได้หลังเกษียณ อาจถูกนำมาใช้ประกอบแผนทางการเงินตามความเหมาะสมของแต่ละคน
เพราะโจทย์ของคนยุคอายุยืนไม่ได้มีแค่คำถามว่า จะมีชีวิตอยู่ถึงกี่ปี แต่ต้องถามต่อว่า ถ้าเราอายุยืนขึ้นอีก 10 ปี เงินที่เตรียมไว้จะพอหรือไม่
เมื่อชีวิตอาจยาวขึ้นอีก 10 ปี เงินที่ต้องใช้ก็ยาวขึ้นตามไปด้วย และจากกรณีศึกษานี้ การยืดระยะเวลาหลังเกษียณจาก 80 ปีเป็น 90 ปี อาจหมายถึงการต้องเตรียมเงินเพิ่มอีกประมาณ 3.57 ล้านบาท