svasdssvasds

ชี้ AI ไม่ลดภาระพนักงาน ดันอีเมลพุ่ง 2 เท่า เวลาทำงานแบบโฟกัสลด 9%

ชี้ AI ไม่ลดภาระพนักงาน ดันอีเมลพุ่ง 2 เท่า เวลาทำงานแบบโฟกัสลด 9%

ActivTrak พบ การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้ช่วยลดภาระงานอย่างที่ แต่กลับทำให้พนักงานต้องใช้เวลากับงานประจำมากขึ้น โดยเวลาในการจัดการอีเมลเพิ่มขึ้นกว่า 104%

SHORT CUT

  • แทนที่ AI จะช่วยประหยัดเวลา ข้อมูลจาก ActivTrak ชี้ให้เห็นว่าพนักงานกลับต้องใช้เวลาไปกับงานซ้ำซากจำเจสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะ การจัดการอีเมลที่พุ่งสูงถึง 104% และการแชทข้อความที่เพิ่มขึ้น 145% ซึ่งขัดแย้งกับความคาดหวังของเหล่าซีอีโอที่ว่า AI จะช่วยกำจัดงานที่น่าเบื่อออกไป
  • การที่พนักงานต้องคอยจัดการกับผลลัพธ์หรือคำสั่งของ AI ทำให้ เวลาทำงานแบบมีสมาธิจดจ่อ (Focus Time) ลดลง 9% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เนื่องจากต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) มากขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนหรือการคิดวิเคราะห์เชิงลึกลดน้อยลง
  • การนำ AI มาใช้มากเกินไป (4 เครื่องมือขึ้นไป) ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าผลดี พนักงานกำลังเผชิญกับภาวะ "AI Brain Fog" หรืออาการสมองล้า เนื่องจากต้องรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นในเวลาเท่าเดิม และใช้เวลาพักเบรกไปกับการเขียนคำสั่ง (Prompt) จนนำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางจิตใจและภาวะหมดไฟในที่สุด

ActivTrak พบ การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้ช่วยลดภาระงานอย่างที่ แต่กลับทำให้พนักงานต้องใช้เวลากับงานประจำมากขึ้น โดยเวลาในการจัดการอีเมลเพิ่มขึ้นกว่า 104%

เหล่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีต่างพากันยกย่อง AI ว่า จะเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็น “ซูเปอร์ฮิวแมน” (Superhumans) ที่การทำงานกลายเป็นเรื่องทางเลือก และมนุษย์จะมีเวลาไปสร้างสรรค์นวัตกรรมเปลี่ยนโลกมากขึ้น แต่จนถึงตอนนี้ สิ่งตรงข้ามกำลังเกิดขึ้นกับพนักงานส่วนใหญ่

CREDIT : REUTERS

ในความเป็นจริง AI กำลังเพิ่มภาระให้กับพนักงานส่วนใหญ่ เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้เพิ่มเวลาให้กับงานที่ซ้ำซากจำเจ และลดเวลาที่ต้องใช้สมาธิในการทำงานลง

ตัวเลขที่น่าตกใจ

รายงานล่าสุดของ ActivTrak ที่วิเคราะห์ผู้ใช้ 10,584 คน ในช่วง 180 วันก่อนและหลังการนำ AI มาใช้ พบว่า นับตั้งแต่มีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงาน เวลาที่ใช้ในทุกความรับผิดชอบของงาน พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 27% ไปจนถึง 346%

เวลาที่ใช้ไปกับการทำงานซ้ำซากจำเจ เช่น การตอบอีเมล เพิ่มขึ้น 104% ในขณะที่การแชทและการส่งข้อความใช้เวลาเพิ่มขึ้น 145% และการใช้เครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจเพิ่มขึ้น 94%

รายงานยังระบุด้วยว่า ไม่มีหมวดหมู่กิจกรรมใดเลยที่การใช้ AI จะช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้ได้จริง พร้อมเสริมว่า ข้อมูลนั้นชัดเจนว่า AI ไม่ได้ลดภาระงาน แต่ในทางกลับกัน ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ กำลังทำงานหลายอย่างพร้อมกันมากขึ้น และใช้เวลาน้อยลงในการจดจ่อกับปัญหาที่ซับซ้อน

สมมติฐานที่แพร่หลายเกี่ยวกับ AI และการทำงานในยุคปัจจุบันคือ ทั้ง 2 อย่างทำให้วันทำงานเบาลง สั้นลง และจัดการได้ง่ายขึ้น โดย AI จัดการงานที่ซ้ำซากจำเจ เครื่องมือการทำงานร่วมกันช่วยลดความขัดแย้ง และพนักงานทำงานได้มากขึ้นด้วยความพยายามที่น้อยลง

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ข้อมูลเชิงพฤติกรรมแสดงให้เห็น

เพื่อให้พนักงานสามารถจัดสรรเวลาสำหรับงานประจำที่ใช้เวลานานเหล่านี้ในแต่ละวัน พนักงานต้องเสียสละเวลาในการคิดวิเคราะห์เชิงลึกไป แม้ว่าบรรดาซีอีโอจะสัญญาว่า AI จะช่วยเพิ่มเวลาดังกล่าวก็ตาม

CREDIT : REUTERS

รายงานระบุว่า ระยะเวลาการทำงานโดยไม่ถูกรบกวนโดยเฉลี่ยลดลง 9% และชั่วโมงการทำงานแบบใช้สมาธิจดจ่อลดลงอีก 2% ถือเป็นแนวโน้มขาลง 3 ปีติดต่อกัน โดยสัดส่วนของเวลาที่ใช้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างสูงสุดลดลงเหลือ 60% ในปี 2025

คำทำนายที่สวยหรูของเหล่าซีอีโอ

ในขณะที่บรรดาพนักงานกำลังหัวหมุน เหล่าผู้นำโลกไอทีกลับยังคงเผยแพร่ภาพฝันอันแสนหวานเกี่ยวกับอนาคตของโลก

“เดมิส ฮัสซาบิส” (Demis Hassabis) ซีอีโอของ Google DeepMind คาดการณ์ว่าผู้คนอยู่ห่างจากยุคทองแห่งความเจริญรุ่งเรืองเพียง 4 ปีเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยให้มนุษย์ขึ้นไปตั้งอาณานิคมในกาแล็กซี และทำให้ผู้คนมีพลัง "เหนือมนุษย์" ในบทบาทของตัวเอง

CREDIT : REUTERS

ด้าน “อีลอน มัสก์” ผู้ก่อตั้ง xAI เชื่อว่างานแบบดั้งเดิมจะกลายเป็นเรื่องสมัครใจอย่างสมบูรณ์ในอีก 10 – 15 ปีข้างหน้า ด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ โดยเปรียบงานกับงานอดิเรก และหาก AI พัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเงินตราก็อาจจะไม่สำคัญอีกต่อไป

ผู้นำบริษัทเทคโนโลยีหลายคนคาดการณ์ว่า ประสิทธิภาพของ AI จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจนทำให้สัปดาห์การทำงานสั้นลงทั่วทั้งองค์กร รวมถึง “อีริค หยวน” (Eric Yuan) ซีอีโอของ Zoom คาดการณ์ว่า AI จะช่วยลดภาระงาน ทำให้พนักงานสามารถมาเข้าออฟฟิศเพียง 3 – 4 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีเวลาว่างมากขึ้น

วิกฤตสมองล้าจาก AI และภาวะหมดไฟ

แม้จะมีพนักงานบางคนโชคดีที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเครื่องมือ AI แต่ผลที่อาจกำลังตามมา คือ ความเหนื่อยล้าจนหมดไฟ

CREDIT : REUTERS

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขต เบิร์กลีย์ที่ตีพิมพ์ในปี 2026 ระบุว่า เมื่อพนักงานใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น พวกเขากลับต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นในตารางเวลาเดิม ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดภาวะหมดไฟได้

นอกจากนี้ เมื่อต้องรับภาระงานที่หลากหลายมากขึ้น พนักงานจึงมักใช้เวลาที่ปกติใช้สำหรับการพักเบรกไปกับการนั่งเขียนคำสั่ง AI มากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อนชาร์จพลังสมอง

อาการสมองล้าจาก AI เริ่มปรากฏขึ้นในสถานที่ทำงานที่เน้นด้านเทคโนโลยีเช่นกัน

ผลการศึกษาจาก Boston Consulting Group ในปี 2026 พบว่า

พนักงานกำลังจมกองข้อมูลจากการใช้งานเครื่องมือ AI อย่างหนักหน่วง และทำให้ความเหนื่อยล้าทางจิตใจแย่ลง โดยข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าจำนวนเครื่องมือ AI ไม่ได้เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นเสมอไป ผู้ที่ใช้เครื่องมือ AI ราว 3 อย่างหรือน้อยกว่านั้นจะรู้สึกว่าประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น ในขณะที่ผู้ใช้ AI ถึง 4 อย่างหรือมากกว่านั้นจะรู้สึกว่าประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก

CREDIT : REUTERS

ในขณะที่ผู้บริหารมองเห็นตัวเลขประสิทธิภาพที่พุ่งสูงขึ้น แต่พนักงานระดับปฏิบัติการกำลังเผชิญกับ ความเร็วเกินพิกัด และรู้สึกว่าต้องตัดสินใจมากเกินไป ทำงานเร็วเกินไป จนก้าวข้ามขีดความสามารถทางสติปัญญาที่จะรับได้ไหว

ที่มา : Fortune

related