
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
เวลา 13.00 น.วันที่ 2 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีพนักงานช่วยเหลือคนไข้โรงพยาบาลหล่มสักรายหนึ่งให้การช่วยเหลือดูแลทำแผลผู้ป่วยที่ป่วยเป็นแผลกดทับ หายใจเองไม่ได้ที่นอนอยู่ที่บ้านโดยขี่รถจักรยานยนต์ไปทำแผลและดูแลรวมทั้งซื้อกับข้าวไปให้ทุกวันมากว่า 8 เดือน ทั้ง ๆ ไม่ใช่ญาติพี่น้องแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านหลังดังดังกล่าวยังมีผู้ป่วยอยู่ในบ้านอีก 1 คน ส่วนสามีไม่สามารถไปทำงานได้เนื่องจากต้องคอยดูแลภรรยา จึงทำให้ไม่มีรายได้มีความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจึงวอนผู้ใจบุญให้ความช่วยเหลือ จึงเดินทางไปตรวจสอบ
บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านปูนชั้นเดียวพบน.ส.วรรณภา คล้ายผึ้ง อายุ 27 ปี พนักงานช่วยเหลือคนไข้โรงพยาบาลหล่มสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ กำลังทำแผลและเช็ดตัวให้นางอุ่นเรือน หยอมแหยม อายุ 54 ปี ที่นอนป่วยอยู่บนเตียงโดยมีนายโยธิน หยอมแหยม อายุ 58ปี สามีของนางทองอุ่น คอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ
น.ส.วรรณภา คล้ายผึ้ง อายุ 27 ปีหรือน้องกิ๊กเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้นางอุ่นเรือน ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวช่วงล่างได้จึงทำให้เป็นแผลกดทับต่อมาได้ป่วยเป็นโรคหอบหืดไม่สามารถหายใจเองได้ญาติจึงนำตัวส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหล่มสักและได้เจาะที่คอเพื่อช่วยหายใจ ตนจึงได้มีโอกาสดูแลทำแผลและเช็ดตัวให้ ต่อมาได้กลับมารักษาตัวอยู่ที่บ้านโดยตนได้ประสานนำรถมาส่งที่บ้านตัวตนเองโดยก่อนกลับป้าอุ่นเรือนได้จับมือของตนพร้อมกับบอกด้วยสายตาที่วิงวอนว่า “อย่าลืมกลับมาเยี่ยมป้านะ” ต่อมาอีกประมาณ 1 อาทิตย์ตนได้กลับมาเยี่ยมป้าอุ่นเรือนอีกครั้งปรากฎว่าแผลกดทับเกิดการติดเชื้อ แผลกว้างขึ้นมากกว่าเดิมจึงต้องกลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งและเมื่อแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ตนจึงกลับมาส่งและหลังจากนั้นตนก็เที่ยวมาดูแลทุกวันโดยใช้เวลาว่างในช่วงพักและออกเวรโดยขี่รถจักรยานยนต์มาระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรเมื่อมาถึงก็ทำความสะอาดแผล ล้างแผล ดูดเสมหะ สระผม เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็นั่งพูดคุยและให้กำลังใจป้า รวมแล้วใช้เวลาในแต่ละวันที่มาดูแลและอยู่กับป้าประมาณ 1 ชั่วโมง จนเกิดความรู้สึกรักและผูกพันหากวันใดฝนตกก็จะใส่ชุดกันฝนมา ทำเช่นนี้ทุกวันมากว่า 8 เดือนแล้วไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว
ด้านนางอุ่นเรือน หยอมแหยม กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำตาคลอว่าเมื่อตอนป่วยใหม่ ๆ ตนรู้สึกท้อมาก อยากจะตายให้หมดเวรหมดกรรม แต่เมื่อ “น้องกิ๊ก”มาดูแลพูดคุยทำให้ตนมีกำลังใจที่จะสู้และมีชีวิต ตอนนี้ตนรู้สึกผูกพัน รัก และห่วงใยน้องกิ๊กเป็นอย่างมาก หากวันใดฝนตกตนยิ่งเป็นห่วงมากเพราะเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุเกิดอันตราย ตนไม่รู้จะขอบคุณหรือตอบแทนในคุณงามความดีของน้องกิ๊กได้ หากชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดเป็นแม่ลูกกันจริง ๆ
นายโยธิน หยอมแหยม อายุ 58ปีสามีของนางอุ่นเรือนกล่าวว่าตนเองมีลูก 3 คน มีครอบครัวไปแล้ว 2 คนแต่แทบจะไม่ได้กลับมาดูแลพ่อแม่เลยซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ส่วนคนเล็กเป็นลูกชายอายุ 22 ปีมีครอบครัวแล้วเช่นกันทำงานรับจ้างทั่วไปรายได้ไม่แน่นอน ส่วนตนเองและภรรยาเมื่อก่อนก็มีอาชีพรับจ้างก่อสร้าง ต่อมาภรรยาป่วยเป็นฝีในกระดูสันหลังทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวช่วงล่างตนจึงต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดไม่สามารถออกไปทำงานที่ไหนได้เลยทำให้ไม่มีรายได้ ในแต่ละวันภรรยาตนแทบจะไม่พูดไม่คุยกับคนอื่นเลย แต่เมื่อ “น้องกิ๊ก”มาอยู่ด้วยจะพูดคุยยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยทีเดียวและนอกจากนั้นยังต้องดูแลนางช่วย สมรูป อายุ 77 ปี ซึ่งเป็นแม่ยายปัจจุบันป่วยเป็นโรคความดันและหกล้มไม่สามารถเดินหรือช่วยเหลือตัวเองได้ ตนจึงต้องดูแลคนป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองถึง 2 คน ส่วนรายได้มีเพียงเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการขายแม่ยายรวมแล้วเดือน 1,500 บาท ส่วนภรรยาเบี้ยผู้พิการจะได้ในเดือนหน้าเดือนละ 800 บาทเพราะเพิ่งจะทำเรื่องขอ ที่ผ่านมาได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก แต่โชคดีที่มี “น้องกิ๊ก”มาดูแลช่วยเหลือซื้ออาหารการกินมาให้ทุกวัน ตนจึงอยากขอความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญขอรับบริจาคกระดาษทิชชู แผ่นรองกันเปื้อน หรือจะบริจาคเป็นเงินก็ได้เพราะตอนนี้ภาระทั้งหมดน้องกิ๊กเป็นผู้ดูแลทั้งหมดตนจึงไม่อยากจะทำให้น้องกิ๊กเดือดร้อนเพียงแต่มาดูแลทำแผล ดูดเสมหะให้ทุกวันก็เป็นพระคุณมากพอแล้ว ท่านที่จะช่วยเหลือสามารถโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 032 – 1 – 26401 – 8 ชื่อบัญชีนายโยธิน หยอมแหยม
ภาพ/ข่าว อารีย์ สีแก้ว จ.เพชรบูรณ์