
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
สหรัฐอเมริกามีประชากรคิดเป็น 4.4% ของประชากรโลก แต่มีอัตราพลเรือนครอบครองปืนคิดเป็นเกือบครึ่งของประชากรทั้งโลกหรือราว 42% นอกจากนี้สหรัฐฯเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่มีรัฐธรรมนูญมีข้อบัญญัติคุ้มครองบุคคลผู้ครอบครองอาวุธปืน ชาวอเมริกันจึงครอบครองปืนได้ง่าย และการหาซื้อปืนก็เป็นเรื่องที่ง่ายดาย เหตุนี้หรือเปล่า?ที่ทำให้สหรัฐฯเป็นเพียงประเทศเดียวในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เกิดเหตุรุนแรงจากการใช้ปืนกราดยิงมากที่สุดในโลก
ภาพจากเหตุการณ์ตำรวจเข้าควบคุมพื้นที่เหตุกราดยิงในงานคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่ลาสเวกัส
สหรัฐฯมีอัตราการฆาตรกรรมด้วยอาวุธปืนมากเป็น 6 เท่าของแคนาดาและ 16 เท่าเมื่อเทียบกับเยอรมนี สหรัฐฯเผชิญกับเหตุกราดยิงหรือสังหารหมู่มาแล้ว 1,518 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 1,715 คน และบาดเจ็บเกือบ 7,000 คน ในปี 2015 มีเหตุกราดยิง 355 ครั้งใน 365 วันของปี เฉลี่ยแล้วเกือบวันละครั้งเลยทีเดียว และเมื่อเกิดเหตุกราดยิงครั้งใด ผู้สนับสนุนสิทธิการครอบครองปืนก็จะออกมาตอบโต้ว่า ไม่ควรถกเถียงทางการเมืองเรื่องการควบคุมปืน ควรถกเถียงในเรื่องอื่นมากกว่าเช่น มาตรการรักษาความปลอดภัย อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุกราดยิงขึ้นและประธานาธิบดีสหรัฐฯจุดประเด็นเรื่องการควบคุมอาวุธปืน นักการเมืองก็จะแย้งในทันทีเลยว่า ประธานาธิบดีพยายามใช้ประโยชน์จากเหตุกราดยิงเพื่อเรียกคะแนนนิยม
ภาพจากเหตุการณ์ตำรวจเข้าควบคุมพื้นที่เหตุกราดยิงในงานคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่ลาสเวกัส
ตามข้อมูลการศึกษาจากหลายสถาบันในสหรัฐฯพบว่า รัฐที่ครอบครองปืนมาก ก็จะมีผู้เสียชีวิตจากการใช้ปืนมากเท่านั้น ปัจจุบันรัฐที่มีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนมากที่สุดคือรัฐไวโอมิง มีอัตราการครอบครองปืนมากถึง 60% ส่วนฮาวายครอบครองปืนน้อยที่สุดเพียง 10% เท่านั้น ในทำนองเดียวกัน รัฐที่มีกฎหมายควบคุมปืนเข้มงวด ก็จะมีผู้เสียชีวิตจากปืนน้อยลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ดี เหตุกราดยิงที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น แม้จะไม่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนแบบเฉียบขาด แต่ก็มีมาตรการอื่นๆใช้บังคับ เช่น มาตรการควบคุมผู้ซื้ออาวุธปืนที่ต้องผ่านการสอบประวัติ จึงทำให้อัตราการฆาตรกรรมด้วยอาวุธปืนในสหรัฐฯลดลง โดยในปี 1981 มีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืน 6.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน เหลือเพียง 3.6 คนต่อประชากร 1 แสนคนในปี 2010
ภาพจากเหตุการณ์ตำรวจเข้าควบคุมพื้นที่เหตุกราดยิงในงานคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่ลาสเวกัส