
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
“เดือนมิถุนายน 2561 จะประกาศวันเลือกตั้ง และเดือนพฤศจิกายน 2561 จะมีการเลือกตั้ง ผมไม่ต้องการที่จะหน่วงเวลาอะไรไว้ทั้งสิ้น ในส่วนของเดือนตุลาคมนี้ เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์แห่งความสงบ ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมือง อยู่ในความสงบ ซึ่งก็จะมีผลต่อการพิจารณามาตรการในการผ่อนคลายต่างๆ ด้วย” นั่นเป็นคำประกาศที่ออกมาจากปากของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา
เมื่อคนระดับ “ผู้นำประเทศ” ได้ลั่นวาจาไว้อย่างนี้แล้ว องคาพยพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันกฎหมายเพื่อนำไปสู่ “การเลือกตั้ง”ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จะมาเตะถ่วง หรือยื้อกฎหมายไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะการที่ “นายกฯ” ประกาศไว้เช่นนั้น ก็เหมือนกับ “คำพูดเป็นนาย” หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่ผู้นำรัฐบาลลั่นวาจาไว้ และต้องยื้อออกไปอีกโดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอรองรับ คนที่จะ “เสียหาย” ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นเอง
“อานิสงส์” ในเชิงบวกที่เห็นเป็น “รูปธรรม” จากความชัดเจนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปี 2561 คือ ความคึกคักการลงทุนใน “ตลาดหุ้น” ที่ส่งผลให้ดัชนีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯพุ่งทะลุ 1,700 จุด ถือเป็นสถิติใหม่ในรอบ 23 ปีเลยทีเดียว สะท้อนว่าเมื่อ“การเมือง” มีความชัดเจน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็จะเกิดขึ้น ซึ่ง “อานิสงส์”ก็น่าจะเกิดขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมต่อไปไม่มากก็น้อย
แม้ “เจ้าตัว” ไม่อยู่ในประเทศก็ตาม ทำให้ ป.ป.ช. ต้อง “รื้อคดี” ขึ้นมาเดินหน้าใหม่ 2 คดีคือ การทุจริตปล่อยกู้ดอกเบี้ยตํ่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้รัฐบาลเมียนมา 4,000 ล้านบาท โดยเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทชินคอร์ปฯ และกรณีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือคดีหวยบนดิน ส่วนอีกคดีที่เกี่ยวกับ “ภาคเอกชน”แต่ไม่เกี่ยวกับ ทักษิณ คือกรณีทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงของกทม.
คอลัมน์ : ฐานโซไซตี /หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3305 ระหว่างวันที่ 15-18 ต.ค.2560