
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบีย จากสถานการณ์การเมืองในประเทศ หลังคณะกรรมการปราบคอร์รัปชัน ภายในประเทศ ถือ เป็นการกวาดล้างการคอร์รัปชันครั้งใหญ่
เมื่อเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน พระชนมายุ 32 พรรษา ซึ่ง พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายนักปฏิรูปสายเสรีนิยม
ก้าวสู่ตำแหน่งมกุฎราชกุมาร แห่ง ประเทศซาอุดิอาระเบีย หลายคนมอง ว่า การเปลี่ยนแปลงก็คงเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมานี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ทรงพลังมาก
เหตุการณ์เริ่มต้นจากช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ผ่านมา (4 พ.ย.60) นายกรัฐมนตรีซาด ฮารีรี ของเลบานอนประกาศลาออกจากตำแหน่งขณะที่อยู่ในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งซาอุฯนั้นถือเป็นผู้อุปถัมภ์เขาในทางการเมือง
นายฮาริรี ประกาศ ผ่านทางโทรทัศน์ถ่ายทอดจากกรุงริยาด ว่า เขากำลังตกอยู่ในอันตราย เพราะมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอิหร่านจะลอบสังหารเขา ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน และ ซาอุดีอาระเบียกำลังตึงเครียดหนัก ดังนั้น จึงขอประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเอาชีวิตรอด
ก่อนหน้านี้ทางการซาอุฯ แสดงความไม่พอใจ ต่อคณะรัฐมนตรีปรองดองแห่งชาติของนายฮารีรี ซึ่งมีสมาชิกของกลุ่มเฮซบอเลาะห์คอยหนุนหลัง โดยอิหร่านรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฮซบอเลาะห์ แถลงตอบโต้ ว่า นายฮารีรีนั้นถูกรัฐบาลซาอุฯบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งโดยไม่เต็มใจ
นักวิเคราะห์มองว่า เลบานอน จะตกอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงอีกครั้ง จากสถานการณ์ความตึงเครียด ระหว่าง อิหร่าน และ ซาอุดิอาระเบียไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น กลุ่มกบฎฮูธีในเยเมนได้ยิงขีปนาวุธโดยพุ่งเป้ามาที่สนามบินนานาชาติในเมืองหลวงของซาอุฯ แต่ ถูกกองทัพซาอุฯยับยั้งไว้ได้ แม้จะไม่สามารถโจมตีสนามบินได้ แต่ กลุ่มกบฎฮูธีก็ถือว่านี่คือปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จเพราะทำให้เมืองหลวงของซาอุฯรู้สึกสั่นคลอน และ ถือเป็นครั้งแรกที่เมืองหลวงของซาอุฯตกเป็นเป้าโจมตีโดยตรงของกลุ่มกบฎฮูธี
ทางการซาอุฯกล่าวหา ประเทศหนึ่งในตะวันออกกลางเป็นผู้จัดหาอาวุธให้กลุ่มกบฎฮูธี และถือว่าการยิงขีปนาวุธครั้งนี้เป็นภัยคุกคามต่อซาอุฯและความมั่นคงของภูมิภาค แม้ไม่ได้มีการเอ่ยชื่อประเทศดังกล่าวโดยตรงแต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า ซาอุฯและอิหร่านนั้นกำลังทำสงครามตัวแทนในเยเมน
ในขณะที่ซาอุฯเปิดศึกนอกประเทศ ศึกภายในก็ช็อคโลกเช่นกันกับข่าวการจับกุมบรรดาเจ้าชายและเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากกว่า 17 คนในข้อหาทุจริต
หนึ่งในผู้ถูกจับกุมคือ เจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลาล ผู้ถือครองหุ้น 95% ของ Kingdom Holding ซึ่งเป็นบริษัทที่มีหุ้นอยู่ในบริษัทชั้นำของโลกเช่น Citigroup, Twitter, Apple และ News Corp
นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะบุคคลร่ำรวยของโลกอาหรับต่างถูกควบคุมตัวไปด้วย แม้จะมีรายงานว่าพวกเขาถูกควบคุมตัวไว้ที่โรงแรมสุดหรูอย่างริทซ์ คาร์ลตันก็ตาม
ล่าสุด สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน ว่า กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุฯ และ กำลังต่อสู้กลุ่มบกฎฮูธีนิกายชีอะห์ ได้สั่งปิดพรมแดนเยเมนทั้งทางบก ทางทะเล และ ทางอากาศ เพื่อยับยั้งการลักลอบการขนส่งอาวุธ และ ขีปนาวุธไปให้กลุ่มกบฎฮูธี
ในขณะ ที่ วันนี้ สำนักข่าวต่างชาติรายงานว่า เจ้าชายมันซูร์ บิน มุกริน ของซาอุฯ สิ้นพระชนม์จากเหตุเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งตกขณะบินลาดตระเวนพื้นที่ ใกล้ชายแดนเยเมน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแจ้งสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้
ทั้งนี้ เจ้าชายมันซูร์ บิน มุกริน เป็นรองผู้ว่าแคว้นอาเซอร์ เป็นพระโอรสของเจ้าชาย มันซูร์ บิน อับดุลลาซิส อดีตมกุฎราชกุมารของซาอุนั่นเอง
***รับชมคลิป***