
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
ในทุก 1-2 ปี ประเทศไทยจะจัดงานแสดงยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีด้านการทหารและความปลอดภัยระดับเอเชีย ที่ว่ากันว่าเป็นงาน “ปิด” เพื่อโชว์และปิดการขายด้านอาวุธทางทหารและความมั่นคง ที่เรียกกันโก้หรูว่า “Defense and Security”
แทบไม่น่าเชื่อว่าแต่ละครั้งจะมีคนเข้าร่วมในงานไม่ตํ่ากว่า 1 หมื่นคนแทบทุกครั้ง แต่ผู้เข้าชมนิทรรศการด้านอาวุธจะมีบัตรเชิญพิเศษแทบทั้งสิ้น
วันที่ 5-8 มีนาคม 2555 พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการแสดงอาวุธ (Defense & Security 2012) รอบนั้นมีผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารร่วม 212 บริษัท จากทั้งหมด 35 ประเทศทั่วโลก มาเข้าร่วมโชว์ศักยภาพทางอาวุธ
อาทิ อาวุธปืนสั้น-ยาว จรวด รถถัง อากาศยานไร้พลขับ พาหนะลำเลียงกำลังพล เรือ ดาวเทียม อุปกรณ์โทรคมนาคม อีกทั้งเทคโนโลยีการทหารอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งผู้ผลิตระบบควบคุมการยิง เครื่องยิงลูกระเบิดและระบบเทคโนโลยีทางการทหาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฟิลิปปินส์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แอฟริกาใต้, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจากมิตรประเทศ เอกอัครราชทูต ผู้แทนผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ผู้ผลิตอาวุธปิดการขายไปหลายหมื่นล้านบาท
รอบนั้นผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมจัดแสดงในงาน 195 บริษัท จาก 36 ประเทศทั่วโลก นำปืนไรเฟิล ยานยนต์หุ้มเกราะ ขีปนาวุธ การต่อเรือ เครื่องบินขับไล่ ผลิตภัณฑ์ด้านการรักษาความปลอดภัย มีการโชว์การควบคุมบังคับบัญชา การติดต่อสื่อสารคอมพิวเตอร์การข่าว ยานรบและยานไร้คนขับ เครื่องช่วยฝึกทางทหาร อาวุธและกระสุน
ว่ากันว่า หลังจากนั้นรัฐบาลไทยมีการตั้งงบประมาณก้อนโต สำหรับรองรับสงครามไซเบอร์ ที่กำลังท้าทายและคุกคาม
ว่างเว้นไปพักใหญ่ วันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2560 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงาน Defense and Security 2017 ครั้งที่ 8 ณ อาคาร 6-8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
คราวนี้มีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางทหารและความปลอดภัยจากทั่วโลก ให้กับเจ้าหน้าที่ และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการทหาร การรักษาความปลอดภัย และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากผู้ประกอบการและผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลกกว่า 400 คน จาก 50 ประเทศ มีบูธพาวิเลียนนานาชาติมากกว่า 25 พาวิเลียน อาทิเช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี จีน เกาหลี และรัสเซีย มีผู้แทนระดับสูงกว่า 300 คน จาก 35 ประเทศ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 15,000 คน
พล.อ.ประวิตรบอกว่า งานนี้กระทรวงกลาโหมเป็นโต้โผใหญ่ในการจัดแสดงยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีด้านการทหารและความปลอดภัยระดับเอเชีย นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอยุทโธปกรณ์และยุทธภัณฑ์ครอบคลุมทั้ง 3 เหล่าทัพ
แน่นอนไม่ต้องปฏิเสธกัน งานแสดงนิทรรศการด้านเทคโนโลยีด้านอาวุธ คงไม่ได้นำมาวางโชว์ แต่มาเพื่อโชว์และปิดการขาย แต่ใครจะซื้อเท่าใดเท่านั้นเอง
ใครขายได้บ้างไม่รู้ แต่ภายในงานนั้น 2 แม่ลูก บริษัท China Shipbuilding & Offshore International จำกัด หรือ CSOC ซึ่ง เป็นบริษัทลูกของ ChinaShipbuilding Industry Corporation หรือ CSIC บริษัทต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งขายเรือดำนํ้าให้ไทยนั่นแหละ ซึ่งในปี 2016 CSIC มีรายได้รวมกันถึง 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1.26 ล้านล้านบาท เกือบครึ่งของงบรายจ่ายประจำปีของไทย มาโชว์ของและโชว์เคสด้วย
สินค้าที่ไทยนำไปโชว์คือ ยานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินนํ้าสะเทินบกต้นแบบ Amphibious Armored Personnel Carrier (AAPC) ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) หรือ DTI ร่วมกับ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ร่วมกันผลิต เพื่อวิจัยและพัฒนาต้นแบบยานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย ซึ่งพล.อ.ประวิตร สั่งผลิตแล้ว 5 คัน คันละกว่า 100 ล้านบาท
The Diplomat เว็บไซต์ข่าวเกี่ยวกับเอเชีย-แปซิฟิกมีรายงานว่า คาดว่ากองทัพอากาศของไทยกำลังเตรียมจัดหาเครื่องบินลำเลียงใหม่ มาแทน C-130 จำนวน 12 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ที่จะมาแทน UH 1H จำนวน 16 ลำ นอกจากนี้กองทัพอากาศยังเตรียมพัฒนาเครื่องบินแบบไร้คนขับ หรือ UAVs เพื่อปรับปรุงการเฝ้าระวังชายแดนและการเฝ้าระวัง
อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ออกมาปฏิเสธว่า กองทัพอากาศไม่มีแผนจะจัดซื้อเครื่องบินลำเลียง C-130 เนื่องจากไม่มีงบประมาณในการจัดซื้อ ส่วนเฮลิคอปเตอร์ มีการเตรียมทยอยปลดประจำการอยู่แล้ว และจะนำ EC725 เข้าประจำการแทนที่
และที่ต้องอ่านสัญญาณให้ดี ภายในงานนี้สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และ ทาเลส บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกในตลาดอากาศยาน การขนส่ง การป้องกันตนเองและความมั่นคง มียอดขาย 1.49 หมื่นล้านยูโร และมีพนักงาน 64,000 คน ใน 56 ประเทศ ได้ประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยการวิจัยและความร่วมมือในด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ระบบการสื่อสารดิจิตอล รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุม รวมถึงการผนวกรวมเรดาร์ หน่วยปฏิบัติการ ระบบบัญชาการและควบคุม และระบบการสื่อสารดิจิตอลเข้าด้วยกัน เพื่อให้กองทัพไทยมีศักยภาพป้องกันภัยทางอากาศในระดับสูง
ความร่วมมือนี้ จะมีการนำเทคโนโลยีสื่อสารดิจิตอล ระบบบัญชาการและควบคุมจากทาเลสไปติดตั้งกับรถทหารรุ่นใหม่ หรือในกรณีรถทหารที่มีอยู่เดิมก็สามารถอัพเกรดเพื่อติดตั้งได้เช่นกัน
แม้ไม่มีรายละเอียดแจ้งว่าแต่ละรอบรัฐบาลไทยซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อะไรบ้าง แต่การโชว์ที่ไม่มียอดย่อมไม่เคยบังเกิดขึ้นในโลกของการค้าอาวุธ
ยิ่งหันมาดูงบการทหารของไทยในแต่ละปีที่มีการตั้งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ทุกปีเชื่อว่าไม่นานหลังจากนี้จะมีอาวุธโผล่...
....................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3312 ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย.2560