
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
One for All & All for One เป็นประโยคที่ “อัศวินโต๊ะกลม” ในอาณาจักรโรมันใช้เพื่อความสามัคคีในการสร้างอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ น่าจะนำมาใช้กับการปรับคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 5 ที่กำลังจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ แต่หาใช่เพราะเสนาบดีทั้งหลายจะเสียสละเพื่อหนึ่งเดียวคือ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่
หากแต่หนึ่งเดียวที่ว่านี้คือ ไม่ว่าปรับแบบไหนสังคมไม่ได้ให้นํ้าหนักกับคนที่ออกไปหรือเข้ามาในรัฐบาลประยุทธ์ 5 ไม่ เพราะไม่ว่าปรับแบบไหน เล็กหรือใหญ่ สังคมไทยเพ่งมองไปที่การทำงานของ “บิ๊กตู่” เพียงผู้เดียว ที่แม้ไม่ประกาศเหมือน “อัศวินผ้าขาวม้า” จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ประกาศก้องว่า “ขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” ผลการ กระทำของรัฐบาลนี้ จะดีจะชั่ว หนีไม่พ้นความรับผิดชอบบิ๊กตู่อยู่ดี
ดังนั้น การปรับ “ครม.ประยุทธ์ 5” ในแง่ตัวบุคคลใครมาใครไป ไม่น่าสนใจเท่ากับการวิเคราะห์ว่า ครม.ประยุทธ์ 5 จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตการเมืองของรัฐบาลทหาร ที่จะสืบทอดและรักษาอำนาจต่อไปอย่างไร เพราะการปรับครม.ในโค้งสุดท้ายของโรดแมป ย่อมคิดไปอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการปรับเพื่อรับมือกับ “โหมดเลือกตั้ง” ที่กำลังจะเกิดขึ้น
น่าสนใจตรงที่การเดินเกมทางการเมืองของ “รัฐบาลทหาร” ขณะนี้ เป็นการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองจากพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะในขณะที่ผ่านพ้น “งานสำคัญของประเทศ” มีกฎหมายพรรคการเมืองใช้แล้ว แต่คสช.ยังไม่ยอมปลดล็อกให้ทุกพรรคการเมืองทำกิจกรรมทุกรูปแบบ
พรรคการเมืองประชุมพรรคเพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายใหม่ไม่ได้ พรรคการเมืองไม่สามารถทำกิจกรรม “หาเสียง” ในรูปแบบการช่วยเหลือประชาชนในภัยพิบัตินํ้าท่วม ไม่ได้เลย ผิดกับคณะรัฐมนตรีในปัจจุบันที่รู้กันว่ามีหลายคนคิดตั้งพรรค หรือร่วมกับพรรคการเมืองบางพรรคในอนาคต สามารถใช้อำนาจรัฐหาเสียงเหล่านี้ได้ จึงเสมือนเป็นการเอาเปรียบเขามากไป
ระยะหลัง เราเห็น “ลุงตู่” ทำตัวไม่แตกต่างจากนักการเมืองในการลงพื้นที่ ทั้งร้องรำทำเพลง เล่นลิเก เรียงหิน (เหมือนนักการเมืองที่ยอมทำทุกสิ่งเพื่อหวังคะแนนนิยม) ก่อนที่จะเกิด 6 คำถาม ที่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองฟันธงว่าเป็นคำถามที่จะนำไปสู่การตั้งหรือรวมพรรคการเมืองของรัฐบาลลุงตู่ ต่อไป
ถึงเวลาที่คสช.ควรทบทวนการปลดล็อกพรรคการเมือง ที่ต้องให้เขาสามารถทำกิจกรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายได้ อย่าไปเชื่อ “ที่ปรึกษา” บางคนที่อาจจะทำให้อำนาจ คสช.ล้มครืนลง ต้องตั้งสติเสมอว่าอำนาจที่ได้มาของคสช.ครั้งนี้ หาใช่มาจากปลายกระบอกปืนเป็นสำคัญ แต่มาจาก “ฉันทานุมัติ” ของสังคม ที่เห็นถึงความล้มเหลวของภาคการเมือง ที่สมควร “ถูกเว้นวรรค” เพื่อจัดระเบียบใหม่ เมื่อจัดระเบียบเรียบร้อยผ่านกลไกรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว ก็มิควรมีข้ออ้างใดๆ เพื่อหวังเอาเปรียบเขาอีก เพราะถ้าคิดเอาเปรียบเขามากไป ระวัง “ความชอบธรรม” ของคสช.ในการถือสิทธิจัดระเบียบจะหมดไป
[embed]https://youtu.be/0kmBrto2dBE[/embed]
.......................
คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ/ หน้า 14 หนังสือพิมพฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3314 ระหว่างวันที่ 16-18 พ.ย. 2560