
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
นางปาลพัชน์ หาวิธี พร้อมกลุ่มชาวบ้านที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากการถูกบังคับคดีให้ออกจากพื้นที่อยู่อาศัย หมู่ 6 บ้านแม่ลา ตำบลเสนา อำเภออุทัย จังหวดพระนครศรีอยุธยา นำสำเนาการถือครองโฉนดที่ดินเข้าร้องขอความเป็นธรรม ต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความช่วยเหลือก่อนถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ วันที่ 19 ธันวาคมนี้
นางปาลพัชน์ ระบุว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินทำกินที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ที่ซื้อต่อมาจากเจ้าของโฉนดตั้งแต่ ปี 2488 มีการออกโฉนดที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2521 ก่อนที่จะมีการรังวัดใหม่ในปี 2548 ซึ่งขณะนั้นยังเห็นว่าคงถือครองที่ดิน 11 ไร่ 3 งาน 66 ตารางวา เท่าเดิม จึงไม่ได้ไปเรียกร้องกับหน่วยงานใดก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนกระทั่งมีกลุ่มนายทุนนำโฉนดที่ดินฉบับหนึ่งไปร้องศาลให้ขับไล่ชาวบ้านที่เข้ามาบุกรุกที่ดินในโฉนดของกลุ่มนายทุน ซึ่งต่อมาศาลก็ได้มีคำสั่งให้กรมบังคับคดีไปแจ้งชาวบ้านออกจากพื้นที่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงรู้สึกแปลกใจและได้ไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินอีกครั้งกลับพบว่าที่ดินเดิมถูกครอบทับไป 7 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินถมพื้นที่เรียบร้อย สามารถสร้างทำประโยชน์ได้ทันที ส่วนพื้นที่ของชาวบ้านที่เหลือในโฉนด 4 ไร่ เป็นเพียงที่นา ที่ไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ทำให้ชาวบ้าน 9 หลังคาเรือน กว่า 50 ชีวิต ได้รับความเดือดร้อน จึงนำเรื่องนี้ไปร้องขอความเป็นธรรมกับหลายหน่วยงานแต่ก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าเหลือเวลาอีกไม่นานที่จะต้องออกจากพื้นที่ จึงตัดสินใจเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อหาข้อเท็จจริงการครอบครองโฉนดพื้นที่ทั้ง 11 ไร่
ขณะที่เดียวกันยืนยัน ที่ผ่านมาที่ดินแปลงนี้ เพียงนำไปจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น ไม่เคยนำไปจำนองกับเจ้าหนี้นอกระบบ และสามารถทำธุรธรรมกับธนาคารทั่วไปได้ตามปกติ เบื้องต้นตัวแทนกลุ่มชาวบ้านได้นำหนังสือร้องเรียน พร้อมเอกสารโฉนดที่ดินเข้าร้องเรียนกับพันตำรวจเอกดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง