"ครูจอมทรัพย์"เป็นขบวนการว่าจ้างรับผิด ไม่ใช่ "แพะ"เข้าข่ายเบิกความเท็จ - มาตรการเยียวยารอพิจารณา

"ครูจอมทรัพย์"เป็นขบวนการว่าจ้างรับผิด ไม่ใช่ "แพะ"เข้าข่ายเบิกความเท็จ - มาตรการเยียวยารอพิจารณา

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

"ครูจอมทรัพย์"เป็นขบวนการว่าจ้างรับผิด ไม่ใช่ "แพะ"เข้าข่ายเบิกความเท็จ - มาตรการเยียวยารอพิจารณา

พันตำรวจเอกดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดใจถึงกรณีที่ศาลฎีกา จังหวัดนครพนม ตัดสินยกฟ้องคดีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือครูจอมทรัพย์ โดยระบุว่า ที่ผ่านมาคดีดังกล่าวได้มีการตรวจสอบทั้งการใช้หลักทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยใช้เครื่องจับเท็จ แต่ด้วยความผิดปกติในร่างกายของครูจอมทรัพย์ ทำให้เครื่องจับผิดไม่สามารถอ่านค่าได้ว่าเป็นจริงหรือเป็นเท็จ รวมทั้งสอดคล้องกับข้อมูลการสอบสวนของตำรวจว่า นายสับ วาปี และนายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง สร้างหลักฐานเท็จในการให้การกับตำรวจ อีกทั้งยืนยันผลจากนิติวิทยาศาสตร์ว่ารถของครูจอมทรัพย์ นั้นไม่เคยผ่านการชนมาก่อน และที่ผ่านมาทางกระทรวงได้นำข้อมูลไปหารือ และชี้แจงข้อเท็จจริงกับตำรวจถึง 2 ครั้ง

แต่เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ครูจอมทรัพย์ให้การเท็จ ทางกระทรวงยุติธรรมจึงต้องให้การช่วยเหลือ แต่ส่วนตัวตนมองว่า หากมีการสร้างพยานหลักฐานเท็จขึ้นมานั้น อาจเกิดจากการไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้หลังมีคำพิพากษาออกมา ทางครูจอมทรัพย์ก็ยอมรับสภาพ และเครารพการตัดสินของศาล สำหรับมาตรการของกระทรวงที่จะช่วยเหลือเหยื่อในอนาคต จะต้องกลับไปทบทวนบทบาท และให้ความเป็นธรรมต่อไป ส่วนกฎหมายข้อใด ที่ยังทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจะเสนอให้มีการปรับปรุง

ขณะที่ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ยกคำร้องการขอรื้อฟื้นคดีอาญาในคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโครต ว่า เรื่องนี้สังคมได้เรียนรู้หลายอย่างจากคดีนี้ถึงการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่รวมทั้งผลที่จะตามมา ซึ่งหากเป็นกรณีผู้ที่เกี่ยวข้องใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริตหรือที่เรียกว่ามาศาลมือไม่สะอาดด้วย

ในเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อศาลฎีกาได้ยกคำร้องของนางจอมทรัพย์ ย่อมเป็นการยืนยันว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่พิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน ในข้อหาขับรถโดยประมาทชนผู้อื่นตายและหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ทันที ซึ่งครูจอมทรัพย์ได้รับโทษออกมาแล้วเป็นคำพิพากษาที่ถูกต้องทุกประการหรือสรุปสั้นๆคือ นางจอมทรัพย์ไม่ใช่ "แพะ" ตามที่เป็นข่าว

นายประยุทธ กล่าวต่อว่า ในเมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้คำพิพากษาว่ามีขบวนการว่าจ้างให้นายสับมาสมอ้างว่าเป็นคนขับรถชนผู้ตายแล้ว ต่อไปจะได้รับผลตามกฎหมายอย่างไรบ้างนั้น ประเด็นนี้เรียนว่าโดยหลักแล้วการฟ้องคดีหรือการเบิกความต่อศาลจะต้องกระทำโดยสุจริต หรือ มาศาลมือสะอาด ดังนั้นหากไม่สุจริตหรือเอาความเท็จในข้อสำคัญทางคดีมาเบิกความต่อศาลก็เข้าข่ายมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา177 ได้ ซึ่งความผิดฐานเบิกความเท็จมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นคนเบิกความหรือคนที่ได้จ้างวานก็จะมีความผิดเช่นเดียวกัน แต่การดำเนินการต่อไปอย่างไรในเรื่องนี้ตนจะไม่ขอก้าวล่วงเนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องดำเนินการต่อไป

related