
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
ระหว่างที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายฯ ขึ้นเรือหลวงถลางเพื่อพิธีตรวจพลสวนสนามทางเรือนานาชาติ แล้วมองเห็นและชี้ไปที่อาคารสูงของ “โครงการวอเตอร์ฟรอนด์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนทซ์” พัทยา ซึ่งก่อนนี้มีการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ เพราะบดบังทัศนียภาพของเมืองพัทยา โดยนายกฯ สอบถามว่า “ตึกทำไมยังคาอยู่แบบนี้ กำลังสร้างหรือเป็นตึกเก่า”
ซึ่ง พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี นายกเมืองพัทยา อธิบายว่า ตึกดังกล่าวเป็นตึกเก่าสร้างไม่เสร็จ แล้วมีปัญหาขณะอยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมาย สำหรับโครงการวอร์เตอร์ฟรอนด์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ ได้ถูกเมืองพัทยา ออกคำสั่งระงับการก่อสร้างโครงการ เนื่องจากมีปัญหาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผังเมืองเป็นเวลานาน กระทั่งในช่วงปลายปี 2559 ที่คณะผู้บริหารโครงการได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า จะมีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ คือ พื้นที่ใช้สอยที่มีขนาดเกินกว่าที่ทำการขออนุญาตไว้ ซึ่งทางโครงการฯ ก็จะตัดลดพื้นที่เพื่อให้ตรงต่อการขออนุญาตเดิม รวมทั้งในส่วนที่จอดรถ ที่จะต้องรองรับปริมาณยานพาหนะให้ได้ตามกฎหมาย
โดยคณะผู้บริหารโครงการได้แก้ไขด้วยการตัดพื้นที่ของอาคาร จำนวน 8 ชั้น ซึ่งถือเป็นส่วนที่แพงที่สุดออก แม้จะทำให้โครงการต้องสูญเสียรายได้มหาศาลก็ตาม และจะมีการนำระบบจอดรถแบบไฮดรอลิกมาใช้ในชั้นใต้ดินที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในโครงการที่อยู่อาศัยระดับหรูมากมาย จึงจะสามารถรองรับรถยนต์ได้ 150 คัน ส่วนการตัดพื้นที่จาก 53 ชั้น เหลือ 45 ชั้น โครงการจะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการตัด และลำเลียงวัสดุที่รื้อถอนลงสู่พื้นล่างตามที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย โดยจะระมัดระวังไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนนำมาซึ่งการยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าว
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการวอเตอร์ฟรอนด์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนทซ์ พัทยาที่กำลังประสบปัญหาฟ้องร้องเนื่องจากสร้างบทบังทัศนียภาพของพัทยาว่า ต้องรอศาลฎีกาตัดสิน ก่อนค่อยดำเนินการต่อไป ตนก็เห็นใจ ที่ลงทุนแล้วมีปัญหา แต่ทำไมไม่ยอมทำให้ถูกตั้งแต่แรก แต่ต้องยอมรับว่า การทุจริตเกิดจากระดับล่าง โดยมีการอ้าง ทหารและบุคคลระดับสูงในรัฐบาลเพื่อเป็นช่องทางในการทุจริตต่อไปนี้ตนจะเข้มงวดมากขึ้น จะส่งคนลงไปตรวจสอบทางลับมากขึ้น