ถึงเวลาล้อมคอกผู้ป่วยลมชักห้ามขับขี่

ถึงเวลาล้อมคอกผู้ป่วยลมชักห้ามขับขี่

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผจก.ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ระบุเกี่ยวกับอาการโรคลมชักที่มีผลต่อการขับขี่ จนนำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน กรณีล่าสุด ชายวัย 44 ปี ลมชักกำเริบขับรถยนต์ขับพุ่งชนรถจักรยานยนต์หลายคัน บนถนนเส้นพัทยาใต้ มีผู้บาดเจ็บเป็นเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง 10 ราย ในจำนวนนี้สาหัสอีก 2 ราย และมีผู้เสียชีวิตคาที่ 2 ราย ในที่เกิดเหตุยังพบสุนัขพันธ์ปอมเมอเรเนียนคอขาดตายอีก 1 ตัว

ย้อนไปเมื่อปี 12 มิถุนายน ปี 2557 กรณีนายบัวลำ โง๊ะบุดดา ผอ.โรงเรียนบ้านวังน้ำขาวชนูปถัมภ์ ขับรถทั้งที่เป็นโรคลมชัก ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 10 คน เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นโรคลมชักมาได้ 10 กว่าปีแล้ว เนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 2526 แต่อาการลมชักเป็นๆหายๆ จึงจ้างคนขับรถส่วนตัว แต่ในวันที่เกิดเหตุคนขับรถลาป่วย จึงตัดสินใจขับเอง และทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นจนได้

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า บุคคลที่อยู่ในสภาวะ “ลมชัก” กำเริบ หรือป่วยกลุ่มโรคหัวใจขั้นรุนแรง เบาหวานขั้นรุนแรง และโรคจิตเภท หากมีคำสั่งห้ามขับทันที อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ในต่างประเทศจะมีการออกใบอนุญาตขับขี่ให้แต่เป็นแบบมีเงื่อนไข ยื่นร่วมกับใบรับรองแพทย์ ระบุโรคและประวัติเจ็บป่วยของผู้ขออย่างชัดเจน พร้อมเสนอโรคต้องห้ามขับขี่รถยนต์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ขณะที่กรมการขนส่งเอง ต้องกำหนดให้ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ ถือใบอนุญาตขับขี่แบบมีเงื่อนไข บังคับให้แสดงใบรับรองแพทย์ทุกๆปีเช่นกัน ทั้งนี้พบว่า จากสถิติประเทศไทยมีผู้ป่วยลมชัก 2-4 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 1.2 ล้านคน ถึง 1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้คาดว่ามีหลายหลายแสนคนที่มีใบอนุญาตขับขี่รถเดิมอยู่แล้ว มีความเสี่ยงสูงต่อผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ ในขณะเดียวกัน ผู้ป่วยใหม่ ผู้สูงวัย ผู้ที่ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคต้องห้าม หรือกระทั่งผู้ที่ยังไม่ปรากฏอาการของโรค ถือว่าอยู่ในกลุ่ม uncontrol ควรเข้ารับการตรวจคลื่นสมองประจำปี เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ขับขี่และผู้ร่วมทาง

ปัจจุบันกฎหมายกำหนดโรคต้องห้ามในการขับขี่รถยนต์ 5 โรค คือ โรคติดต่อเป็นที่รังเกียจ เป็นบุคคลวิกลจริต ติดสุรา ยาเสพติด หรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอและไม่เกี่ยวข้องกับการขับรถ ไม่สามารถป้องกันภัยในการขับรถ แต่ข้อบังคับใหม่ที่แพทยสภาเสนอจะเป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถโดยตรง ประกอบด้วย 1.โรคระบบประสาท เช่น โรคลมชัก โรคกล้ามเนื้อลีบ อ่อนแรง ทั้งมือ เท้า ความพิการ 2.โรคระบบการมองเห็น เช่น โรคตาบอดสี มองเห็นด้วยตาเพียงข้างเดียว 3.โรคระบบการได้ยิน 4.โรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่นๆ 5.ประวัติการผ่าตัด ซึ่งแพทยสภาได้จัดทำแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์ให้ เพื่อให้แพทย์ตรวจตามที่กำหนดแล้ว ดังนั้นเผือกร้อนนี้จึงถูกส่งต่อไปที่กรมการขนส่งทางบกว่า จะมีมาตรการออกมาควบคุมกรณีเหล่านี้อย่างไร เมื่อไหร่ อย่างเป็นรูปธรรม เพราะบรรดาผู้ขับขี่โรคลมชักทุกราย ต่างรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น เพราะไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่าในขณะที่โรคกำเริบ ได้สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลขึ้นแล้ว

related