ครม.อนุมัติแผนจ่ายโบนัส คกก.- ลูกจ้าง 9 บริษัทรัฐวิสาหกิจ

ครม.อนุมัติแผนจ่ายโบนัส คกก.- ลูกจ้าง 9 บริษัทรัฐวิสาหกิจ

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

 

คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการจ่ายโบนัสคณะกรรมการ และลูกจ้าง 9 บริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ ย้ำมาตรการดังกล่าวจะทำให้โบนัสของกรรมการบริษัทเหล่านี้ลดลง

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีหรือ ครม. ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางบริหารและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัส กรรมการ พนักงานและลูกจ้างของบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจ เพื่อทำให้รัฐวิสาหกิจแม่มีบทบาทในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในเครือสามารถดำเนินงานได้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนธุรกิจ โดยใช้ระบบการประเมินผล การดำเนินงาน และแรงจูงใจเป็นเครื่องมือ ซึ่งเบื้องต้นได้พิจารณา 9 บริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจที่จะต้องปฎิบัติตามเกณฑ์การจ่ายโบนัสใหม่ จาก 158 บริษัทในขณะนี้ ประกอบด้วย บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทในเครือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท เอ ซี ที โมบาย จำกัด ในเครือทีโอที บริษัทผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัดในเครือ กฟผ. ปตท และการไฟฟ้านครหลวง บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในเครือไปรษณีย์ไทย บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ในเครือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในเครือกฟผ. บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ในเครือการรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด ที่มี ทีโอทีและกสท ถือหุ้นร่วมกัน ขณะที่อีก 117 บริษัท ที่ได้จดทะเบียนและกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถือว่ามีกลไกตลาดและผู้ถือหุ้นกำกับดูแลอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใช้ข้อกำหนดนี้ อีกทั้งยังครอบคลุมบริษัทในเครือที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจจดทะเบียนและจัดตั้งในต่างประเทศด้วย

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวกำหนดว่าให้รัฐวิสาหกิจแม่จัดให้มีการประเมินผลงานของบริษัทในเครือ 3 มิติได้แก่ การดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งและแผนยุทธศาสตร์ ผลการดำเนินการงานที่เป็นทั้งการเงินและไม่ใช่การเงิน และการบริหารจัดการองค์กร

โดยที่การจ่ายโบนัสบริษัทในเครือจะให้จ่ายจากกำไรที่เกิดจากผลการดำเนินงานประจำปี มาคำนวณผลกำไรเพื่อจัดสรรโบนัส โดยห้ามไม่ให้นำรายได้ที่ไม่ได้มาจากผลการดำเนินงานตามปกติมารวมกับกำไรเพื่อมาจ่ายโบนัสเช่น กำไรจากการได้ประกัน ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินกู้ เงินลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐ ยกเว้นรัฐวิสาหกิจสถาบันการเงิน กำไรจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กำไรจากการตีราคาทรัพย์สินใหม่ เงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาล ยกเว้นเงินอุดหนุนตามระบบ pso และกำไรจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินตรา

ส่วนอัตราการจ่ายโบนัสกรรมการบริษัท จะให้ตามผลกำไรสุทธิของบริษัทในเครือ หากมีกำไรสุทธิไม่เกิน 100 ล้านบาท จะได้รับโบนัสร้อยละ 3 ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เกินคนละ 60,000 บาท และหากมีกำไรสุทธิมากกว่า 11,000 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 13,000 ล้านบาท จะได้รับโบนัสไม่เกินคนละ 130,000 บาท และถ้ากำไรถึง 13,000 ล้านบาท จะได้รับโบนัสเพิ่มขึ้นอีกคนละ 10,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้เงินโบนัสของกรรมการบริษัทลดลง แต่ประธานบริษัทจะได้รับโบนัสเพิ่มเติมอีก 1 ใน 4 ของเกณฑ์การจ่ายโบนัสที่กำหนด และรองประธานบริษัทจะได้รับโบนัสเพิ่มเติมอีก 1 ใน 8 ของเกณฑ์การจ่ายโบนัสที่กำหนด แต่หากขาดการประชุมมากกว่า 3 เดือนแต่ไม่เกิน 6 เดือนให้จ่ายโบนัสลดลงร้อยละ 25 แต่หากขาดประชุม 9 เดือนให้จ่ายโบนัสลดลงร้อยละ 75

ส่วนการจ่ายโบนัสให้พนักงานต้องจ่ายไม่เกินร้อยละ 9 ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน แต่หากพนักงานที่ได้ทุนการไปอบรมและศึกษานานกว่า 4 เดือนให้จ่ายโบนัสตามการทำงานจริง

ส่วนการรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการตลาดประชารัฐล่าสุดว่า มีผู้สนใจมาลงทะเบียนทั้งสิ้น 120,276 ราย อาทิ ภาคเหนือ 21,997 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 47,175 ราย และ ภาคกลาง 24,639 ราย ส่วนตลาดที่ได้รับความนิยม มีผู้มาลงทะเบียนมากสุด คือ ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ 73,664 ราย รองลงมา ตลาดประชารัฐท้องถิ่นสุขใจ 64,728 ราย ขณะที่สินค้าที่จะนำมาจำหน่าย 3 อันดับแรก คือ สินค้าเกษตร ทั้งสินค้าเกษตรทั่วไป เกษตรอินทรีย์และผัก ผลไม้ปลอดภัยรวม 63,139 ราย สินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า สินค้าชุมชน 31,718 ราย และ อาหารพร้อมรับประทาน 28,415 ราย

โดยกระทรวงมหาดไทยมีกำหนดเปิดตลาดประชารัฐจำนวน 6,500 แห่ง พร้อมกันทั่วประเทศในวันพรุ่งนี้ ส่วนในส่วนกลางกำหนดเปิดตลาดประชารัฐระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม ภายใต้งาน “ตลาดประชารัฐ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างความสุข” ที่คลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล

related