หวั่นดาบสองคม สนช.ถก 7 ช.ม. ไร้ข้อยุติเพิ่มอำนาจป.ป.ช. ล้วงข้อมูล

หวั่นดาบสองคม สนช.ถก 7 ช.ม. ไร้ข้อยุติเพิ่มอำนาจป.ป.ช. ล้วงข้อมูล

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

สภานิติญัตติแห่งชาติ พิจารณา ร่างกฎหมายลูก ป.ป.ช. 7 ชั่วโมง ไร้ข้อสรุปกรณีเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช.ดักฟังโทรศัพท์ เจาะแชท อีเมลล์ ผู้ที่ส่อทุจริต หรือไม่ หลังสมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายไม่เห็นด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นดาบสองคม และเป็นภัยทางการเมืองไทย ขณะที่ประธาน ป.ป.ช. ยืนกราน ขออำนาจ อ้างตอนนี้ ป.ป.ช.เหมือนแมว ไม่ใช่เสือ

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในวาระ 2 แต่คืบหน้าไปเพียงไม่กี่มาตรา เพราะสมาชิกและกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นต่างกันในมาตรา 37/1 ที่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ ป.ป.ช. ล้วงข้อมูลส่วนตัวเชิงลึก ของบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเข้าข่ายทุจริตและร่ำรวยผิดปกติ ทั้งการดักฟังโทรศัพท์ เจาะอีเมล์และ แชทไลน์

โดยสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำลายล้างคู่ต่อสู้ทางการเมือง และเกิดปัญหาดังเช่นหลายประเทศที่ใช้วิธีดังกล่าว และเห็นว่า ป.ป.ช.ควรใช้ความรู้ ความสามารถ ปิดคดีเหมือนในอดีตจะดีกว่า  ซึ่งเรื่องนี้ถกเถียงกันในวงกว้างหลายชั่วโมง แต่ สนช.บ้างคน ยังคงยืนยันไม่เห็นด้วยอย่างนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. ระบุไม่สามารถให้มาตรานี้ ซึ่งละเมิดสิทธิ์ประชาชนผ่านไปได้ เพราะจะถูกสื่อและสังคมจะประณามว่าเป็นสภาฝักถั่ว

ขณะที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ระบุว่า แม้ปัจจุบันไม่มีกฎหมายนี้ ตนก็ยังไม่กล้าใช้โทรศัพท์สื่อสารเรื่องสำคัญ เพราะเกรงว่าการดักฟัง ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้ว และเห็นว่า มาตราดังกล่าวเป็นการทำลายระบบสื่อสารอย่างสิ้นเชิง

เช่นเดียวกับนายสมชาย แสวงการ สนช. กล่าวว่า ตนเองก็ถูกดักฟัง และในอดีตมีนักการเมืองที่ให้โทรศัพท์รัฐมนตรีใช้ เพื่อดักฟังมาแล้ว ทำให้เป็นการริดรอนสิทธิ์อย่างชัดเจน พร้อมยกตัวอย่างคดีรับจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ได้ดี ใช้ความรู้ ความสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ โดยไม่ต้องใช้กลไกการดักฟัง

ด้านนายวิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. กังวลว่า หากกลไกนี้ตกอยู่ในมือคนไม่ดี จะกลายเป็นโทษและผลเสียกับประชาชน ดังเช่นหลายประเทศที่ประสบกับปัญหามาแล้ว

ตรงข้ามกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากโดยเฉพาะกรรมาธิการสัดส่วน ป.ป.ช. อาทิพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ชี้แจงว่า การพูดว่าดักฟังทำให้คนหลงประเด็น เพราะสิ่งที่เสนอนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ซึ่งป.ป.ช.ไม่ได้จ้องจะไปดักฟังคนอื่น เพราะต้องมีการกล่าวหา ตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยต้องผ่านมติ ป.ป.ช.ก่อน และต้องส่งความเห็นไปขออธิบดีศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่ รวมทั้งต้องเป็นฐานความผิด จะใช้เฉพาะคดีที่สำคัญและกระทบกับอย่างกว้างขวาง ต้องพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นเท่านั้น หากป.ป.ช.ไม่รอบคอบปล่อยให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการ ป.ป.ช. จะต้องถูกดำเนินการ เพราะมีบทบัญญัติของการตรวจสอบอำนาจของป.ป.ช.อยู่แล้ว และปัจจุบันมีรัฐภาคีอนุสัญญา UNCAC ที่ได้อนุวัติตามสนธิสัญญาถึง 80 ประเทศที่ใช้วิธีสอบสวนวิธีพิเศษในลักษณะนี้ ซึ่งหากไทยไม่มีบทบัญญัตเช่นนี้ อาจจะถูกประเมินในเรื่องของการป้องกันเรื่องทุจริต และหากถูกประเมินต่ำ ก็จะมีปัญหาตามมา นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคท้ายบอกให้ป.ป.ช.สอบสวนทางลับโดยพลัน กรธ.จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการทำงาน

"ถ้าท่านไม่ให้โอกาสเราเข้าสู่ข้อมูลข่าวสาร อย่าพูดว่าดักฟังครับ มันแสลงใจท่านผมและท่านทุกคน มันแค่ไลน์เองครับ แต่มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล เราไม่สามารถไปบอกบริษัทซึ่งเป็นผู้ให้บริการเพื่อขอข้อมูลมาตรวจสอบได้ ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เพราะเขาจะละเมิดสิทธิของท่าน คณะกรรมการป.ป.ช.ไม่มีเจตนารมณ์ใดที่จะไปละเมิดสิทธิของพี่น้องประชาชน แต่เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อจะเอาให้คนทุจริต ประพฤติมิชอบกระทำผิดตามฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการ ซึ่งสองปีที่ผ่านมาเราได้เร่งรัดเร่งรีบจนกระทั่งคนลาออกไปหลายคน เพราะสู้งานไม่ไหว กลัวจะบกพร่องและกรอบเวลาที่กรธ.กำหนด เราก็คิด เราก็ทำ เราออกระเบียบก่อนด้วยซ้ำ แต่ท่านไม่ใช่คนปฏิบัติ จึงไม่ค่อยเข้าใจ เราจึงต้องชี้แจงเหตุผล ถ้าท่านไม่ให้โอกาสวันนี้ แล้วให้ป.ป.ช.ทำงานเหมือนเดิม แต่บอกว่าเป็นมิติใหม่ ผมก็อยากจะฟังว่ามาตรา 144 ที่ให้สอบสวนทางลับโดยพลัน หลายความว่าอย่างไร"

ด้านนางสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ได้ขอความเห็นใจการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่มีข้อจำกัดในการตรวจสอบทุจริต ทำให้ปัจจุบัน ป.ป.ช. เปรียบเสมือนแมว ไม่ใช่เสือ โดยขอให้ สนช.ผ่านมาตรา 37/1 เพื่อเป็นกลไกตรวจสอบทุจริตของ ป.ป.ช. ซึ่งมั่นใจว่า หากได้เครื่องมือนี้มาจะทำให้คดีทุจริตที่ยังค้างอยู่มีความคืบหน้า

หลังใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง นายสมชาย แสวงการ เสนอให้คณะกรรมาธิการฯ นำร่างกลับไปทบทวน จนประธานต้องสั่งพักการประชุมลง 10 นาทีเพื่อหารือ แต่สุดท้ายกรรมาธิการเสียงข้างมาก ยังยืนยันตามร่างฯ ที่ส่งให้ สนช. ก่อนที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้สั่งเลื่อนการพิจารณาไปต่อในวันพรุ่งนี้

สำหรับกฎหมายลูก ป.ป.ช. มีการถกกันอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ชั้นกรรมาธิการฯ ซึ่งนอกจากประเด็นดักฟังและเจาะแชทแล้ว ยังเสนอให้อำนาจ ป.ป.ช. อำพรางตัวและสะกดรอยตาม เพื่อประโยชน์ทางคดี พร้อมปรับเพิ่มอำนาจการตรวจสอบการทุจริต ที่ลามไปถึงคนใกล้ตัวนักการเมืองทั้งในและนอกกฎหมาย ที่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย

นอกจากนี้ กรรมาธิการฯ ยังกลับมติของ กรธ. ด้วยการไม่เซ็ตซีโร่ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน และตีตั๋วยาวให้อยู่ไป 9 ปี จากเดิมให้อยู่ต่อเฉพาะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญเท่านั้น

related