ยอดร้องเรียนสินค้าบริการประจำปี 60 พุ่ง 41%

ยอดร้องเรียนสินค้าบริการประจำปี 60 พุ่ง 41%

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

วันที่ 25 ธ.ค.60  ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยสถานการณ์ปัญหาผู้บริโภคระหว่างเดือน ม.ค. – พ.ย.60  มียอดร้องเรียนจำนวน  1,153 รายผ่านช่องทางโทรศัพท์  เว็บไซต์  จดหมาย เข้ามาด้วยตนเอง อีเมล์ และ Facebook  ตามลำดับ

 

นางนฤมล  เมฆบริสุทธิ์  หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบของผู้บริโภคที่มีการร้องเรียนมากที่สุด อันดับแรก คือ ปัญหาด้านสินค้าและบริการทั่วไป  ที่มียอดผู้ร้องเรียน เพิ่มขึ้นถึง 41.54% โดยเฉพาะการโฆษณาเกินจริงที่ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อและซื้อสินค้า  เช่น ชและบริการสถานเสริมความงามที่ซื้อคอร์สบริการแล้ว ไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ เพราะข้อสัญญาระบุไม่คืนเงินทุกกรณี อีกทั้งบริการสถานออกกำลังกาย ที่ปิดกิจการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เป็นต้น

 

อันดับสองคือด้านการเงินการธนาคาร 34.69% ได้แก่ ปัญหาหนี้บัตรเครดิตร้องเรียนมากที่สุด  รองลงมาคือปัญหาเช่าซื้อรถ

 

อันดับสาม ด้านบริการสาธารณะ คือ การใช้บริการรถโดยสารสาธารณะแล้วเกิดอุบัติเหตุ  เป็นต้น

 

“เมื่อนำปัญหาที่ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบมาวิเคราะห์ทำให้เราทราบว่า  สาเหตุของปัญหาที่สำคัญในการร้องเรียนเกิดจาก พฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย  ทำให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ครบถ้วน จนทำให้หลงเชื่อโฆษณาซื้อสินค้าและบริการ  อีกทั้งข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเอาเปรียบผู้บริโภคทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย  ที่สำคัญอีกอย่างคือหน่วยงานรัฐไม่มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นรูปธรรม  โดยเฉพาะปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการใช้ช่องทางการการโฆษณาขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ที่หลากหลาย เช่น เว็บไซต์  เฟสบุ๊ค  อินสตาแกรม เป็นต้น  จึงทำให้ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สินค้ามีเป็นจำนวนมากขึ้นด้วย

 

อยากเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  รวมถึงหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภคต่างๆ มีมาตรการที่ล้ำหน้าในการแก้ปัญหาผู้บริโภคเชิงนโยบายไม่ใช่แก้ปัญหาเพียงรายกรณี  แม้จะมีผู้เสียหายต่อผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน  รวมถึงขอให้มีการออกระเบียบ หรือเป็นกฎหมายบังคับ การอนุมัติโฆษณาขายสินค้าที่กระทบกับสุขภาพของผู้บริโภคเช่นโฆษณาเครื่องสำอาง  โฆษณาอาหาร  ไม่ใช่เปิดช่องว่างให้ผู้ประกอบการด้วยการแค่เพียงขอความร่วมมือ  ซึ่งโดยมากหากไม่บังคับก็จะไม่ปฏิบัติตาม  และขอให้ทำงานเชิงรุกในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการโฆษณาขายของทางโทรทัศน์  สื่อออนไลน์ เหมือนการออกไปตรวจจับการผลิตเครื่องสำอางต่างๆด้วยเช่นกัน  ไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคร้องเรียนมาก่อนจึงจะดำเนินการ”    หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคกล่าว

 

related