
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
ขณะที่ ‘อังกฤษ’ กำลังเจรจา ‘เบร็กซิท (BREXIT)’ ... ‘เยอรมนี’ ยังเจรจาจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ และ ‘สหรัฐอเมริกา’ กำลังอยู่ในยุค “อเมริกาต้องมาก่อน” ทาง ‘ฝรั่งเศส’ ก็กำลังสร้างบทบาทเป็น ‘ผู้นำโลก’
หลัง ‘ซาด ฮารีรี’ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลบานอนไม่นาน ‘ประธานาธิบดีฝรั่งเศส’ ก็เดินทางเยือนประเทศตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค เมื่อผู้นำเลบานอนกล่าวหาว่า ‘ซาอุดิอาระเบีย’ กักตัว ‘ฮารีรี’ ไว้ที่รียาด และทางการรียาดระบุว่า “เลบานอนกำลังประกาศสงคราม”
โดย ‘มาครง’ ได้เดินทางเข้าพบ ‘มกุฏราชกุมารซาอุดิอาระเบีย’ เพื่อหารือเรื่องความมั่นคงของภูมิภาค ต่อมา 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ‘ฮารีรี’ ได้เดินทางไปปารีส ก่อนกลับมายังเลบานอน และสถานการณ์เหมือนจะผ่อนคลายขึ้น
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์จาก ‘รอยเตอร์ส (REUTERS)’ ระบุว่า “ความสำเร็จจากการแทรกแซงของฝรั่งเศส” เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกำลังพยายามสร้างบทบาทอำนาจความเป็น ‘ผู้นำภูมิภาคและโลก’
นอกจากนี้ ‘มาครง’ ยังเพิ่มบทบาทฝรั่งเศสใน ‘ซีเรีย’ โดยการเสนอตัวเป็นผู้เจรจาสงครามกลางเมืองและนำการเจรจาสันติภาพกลับมาที่เจนีวา พร้อมระบุว่า ฝรั่งเศสจะใช้มาตรการทางทหาร หากรัฐบาล ‘บาชาร์ อัล อัสซาด’ ยังใช้อาวุธเคมีในซีเรียอีก พร้อมตำหนิสื่อรัสเซียระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับ ‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ อีกด้วย
จากนั้น ‘มาครง’ ยังเสนอเป็นคนกลางระหว่าง ‘อิหร่านและสหรัฐอเมริกา’ หลัง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธลงนามรับรองว่า อิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ แม้อิหร่านจะปฏิเสธหารือเรื่อง ‘การทดลองขีปนาวุธ’ ที่ฝรั่งเศสเสนอ ซึ่ง ‘มาครง’ หวังว่าจะมีความคืบหน้าเมื่อเขาเดินทางเยือนอิหร่านปีหน้า ซึ่งเขาจะเป็น ‘ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรก’ ที่ไปเยือนอิหร่าน ในรอบเกือบ 50 ปี
บทวิเคราะห์ระบุอีกว่า ถ้า ‘มาครง’ ต้องการจะเป็น ‘ตัวแทนแห่งการทูต’ สวมบทบาทผู้แก้ปัญหาความขัดแย้ง เขาจะต้องหลีกเลี่ยงความทรงจำที่เจ็บปวด ‘สมัยฝรั่งเศสล่าอาณานิคม’ ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ โดยเฉพาะที่ ‘แอลจีเรียและเลบานอน’ ซึ่ง ‘มาครง’ ได้เคยปราศรัยบอกให้คนรุ่นใหม่ต้องมองไปข้างหน้า แต่เขากลับลืมที่จะขอโทษกับเรื่องราวในอดีต
ขณะที่ ‘อังกฤษ’ กำลังเจรจา ‘เบร็กซิท (BREXIT)’ ส่วน ‘เยอรมนี’ ยังเจรจาจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ และ ‘สหรัฐอเมริกา’ กำลังอยู่ในยุค “อเมริกาต้องมาก่อน” นี่เป็นช่วงเวลาเหมาะเจาะที่ ‘มาครง’ จะสร้างบทบาทให้ฝรั่งเศสขึ้นเป็น ‘มหาอำนาจยุโรป’ และเป็น ‘ผู้นำบนเวทีโลก’ โดยเริ่มจากสถานการณ์การเมืองที่ไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง