ทั่วโลกต่างจับตามองการบริหารประเทศของ ‘ประธานาธิบดีสหรัฐฯ’ เพราะนโยบายของสหรัฐอเมริกานั้น รู้กันดีว่า จะส่งผลกระทบต่อทั่วโลก และก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า นโยบายต่าง ๆ ของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลกระทบเช่นไร และได้รับการตอบรับแบบไหนบ้าง
‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน จากพรรครีพับลิกัน ที่สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา และขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก แต่ขณะเดียวกัน ก็จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน เพราะนโยบายและจุดยืนทางการเมืองที่สุดโต่ง คนละขั้วกับรัฐบาลของ ‘บารัค โอบามา’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง
ซึ่งนโยบาย ‘อเมริกา เฟิร์สท์’ หรือ อเมริกาต้องมาก่อน ได้ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้ ออกนโยบายด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งกร้าว รวมถึงได้ยกเลิกนโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโอบามาทำเอาไว้
‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ได้ทำการปรับเปลี่ยนนโยบายต่าง ๆ ในอดีต ที่เขามองว่า ทำให้สหรัฐอเมริกาเสียเปรียบต่อประเทศอื่น ๆ เริ่มจากประกาศว่า จะพาสหรัฐอเมริกาออกจาก ‘ข้อตกลงลดโลกร้อนกรุงปารีส’ ที่สหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงไว้กับนานาประเทศในสมัยอดีตประธานาธิบดีโอบามา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายประเทศ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ทำให้ชาวอเมริกันตกงาน เพราะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมถ่านหิน และเอื้อประโยชน์ต่อประเทศอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งคำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ก็เป็นไปตามคำมั่นที่เขาได้ให้ไว้ว่า ประเทศอเมริกาต้องมาก่อน
ในส่วนของนโยบายด้าน ‘การค้า’ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขู่ว่า จะถอนตัวออกจาก ‘ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ’ หรือ นาฟตา เพราะเป็นข้อตกลงที่ทำร้ายภาคการผลิตและการจ้างงานของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลายเป็นเม็กซิโกที่ได้เปรียบจากค่าแรงที่ต่ำกว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จึงโน้มน้าวให้ผู้นำเม็กซิโกและแคนาดาร่วมเจรจาข้อตกลงใหม่
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ลงนามในคำสั่งยกเลิกข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ‘ทีพีพี’ ซึ่งเป็นความร่วมมือทางการค้ากับ 12 ประเทศ โดยการยกเลิกข้อตกลงทีพีพีเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคเดโมแครต และประเทศต่าง ๆ ว่า เขาได้ทำตามที่เคยพูดเอาไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
ด้านนโยบายการเปิดรับ ‘ผู้อพยพ’ ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากการลงนามในคำสั่งพิเศษ ห้ามผู้อพยพและชนชาติชาวมุสลิมบางประเทศเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่า ‘ทราเวลแบน’ โดยในคำสั่งระบุห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิม เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 90 วัน และห้ามผู้อพยพทุกคนเข้าประเทศ ส่งผลให้เกิดการประท้วงและการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อต่อต้าน แม้ต่อมาในประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะได้แก้ไขคำสั่งโดยการถอดชื่ออิรักออกจากรายชื่อ รวมถึงยกเลิกการห้ามผู้อพยพชาวซีเรียเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา และผู้ที่ถือกรีนการ์ดกับถือ 2 สัญชาติ ก็ได้รับการยกเว้นด้วย แต่คำสั่งทราเวลแบนก็ยังเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอยู่ดี
และความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สร้างความขัดแย้งกับนานาประเทศ ก็คือ การออกมาประกาศยอมรับ ‘นครเยรูซาเลม’ เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล พร้อมทั้งประกาศมีแผนที่จะย้ายสถานทูตสหรัฐอเมริกาจากกรุงเทล อาวีฟ ไปยังนครเยรูซาเลมอีกด้วย โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่า นี่เป็นขั้นตอนที่คั่งค้างมานานและต้องสะสางเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพให้เดินหน้าต่อไปได้ และว่าการยอมรับเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงอิสราเอล ไม่ได้มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่าการยอมรับความจริง และเป็นสิ่งถูกต้องที่ต้องทำ ซึ่งการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ ได้รับเสียงคัดค้านจากนานาชาติ รวมทั้งได้สร้างความไม่พอใจไปทั่วโลกจนก่อให้เกิดการประท้วงต่อต้านในหลายประเทศรวมถึงปาเลสไตน์
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายของประเทศอีกหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป หรือ ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามที่จะเปลี่ยน อย่าง นโยบายด้านความสัมพันธ์กับคิวบา, การสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก หรือการล้มเลิกโครงการประกันสุขภาพโอบามาแคร์ ซึ่งเมื่อดูโดยรวม ๆ แล้ว ดูเหมือนว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามจะทำได้ กลับรับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมากกว่าคำชม ในปีหน้าก็ต้องมาดูกันต่อไปว่า สหรัฐอเมริกาจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนอีก