DSI ร่อนแถลงการณ์ ยันดำเนินทำคดีหุ้น โปร่งใส

DSI ร่อนแถลงการณ์ ยันดำเนินทำคดีหุ้น โปร่งใส

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

ดีเอสไอ ร่อนแถลงการณ์ แจงกรณีถูกวิพากษ์ วิจารณ์ในการดำเนินคดี การกระทำผิดต่อตลาดหลักทรัพย์ ยืนยันทำคดีมีมาตรฐาน โปร่งใส คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ออกแถลงการณ์ ชี้แจงทำความเข้าใจต่อกรณีที่ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง นำเสนอประเด็นการปราบปรามผู้กระทำผิดในตลาดหุ้น ของดีเอสไอ โดยมีใจความว่า " เมื่อดีเอสไอ รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิดในตลาดหุ้น จาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ไปแล้ว คดีมักเงียบหายไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวใด ๆ และไม่มีการชี้แจงเหตุผลว่า เพราะอะไรดีเอสไอหรืออัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง และเหตุใดจึงยังไม่มีใครถูกตัดสินลงโทษทางอาญาในคดีความผิดเกี่ยวกับตลาดหุ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสงสัย ว่ารกระบวนการสั่งคดี อาจมีผลประโยชน์แอบแฝงและเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพราะไม่มีพยานหลักฐานนั้น" ทาง ดีเอสไอ เคยมีการชี้แจงต่อสาธารณชนไปแล้ว เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 และขอยืนยันอีกครั้งว่าในการรับคดีความผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ของกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน นั้น คดีส่วนใหญ่จะเป็นการกล่าวโทษ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ที่มีการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นและร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการในเรื่องที่พบว่า มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะมีลักษณะเป็นสหวิชาชีพ กล่าวคือประกอบด้วยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญหลายด้าน รวมทั้งการเงิน การธนาคาร และหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ด้วย โดยมีการดำเนินคดีในรูปแบบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และมีอำนาจตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 30 ในการแต่งตั้งที่ปรึกษาคดีพิเศษ เพื่อให้คำปรึกษาในคดีที่มีความซับซ้อน หรือเกี่ยวข้องกับเทคนิคเฉพาะด้านได้ รวมทั้งการมีพนักงานอัยการร่วมสอบสวนในคดี และตรวจสอบสำนวนการสอบสวน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันมาตรฐาน และความโปร่งใสในทำคดีดังกล่าว DSI ร่อนแถลงการณ์ ยันดำเนินทำคดีหุ้น โปร่งใส DSI ร่อนแถลงการณ์ ยันดำเนินทำคดีหุ้น โปร่งใส เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าคดีใดพยานหลักฐานไม่พอฟ้องและเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง กฎหมายจะมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกับพนักงานอัยการ ตามมาตรา 34 ของพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 โดยถ้าพนักงานอัยการเห็นควรฟ้อง ก็จะออกคำสั่งฟ้องได้ทันที แต่ถ้าจะสั่งไม่ฟ้อง ไม่ว่าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะมีความเห็นฟ้องไปหรือไม่ก็ตาม พนักงานอัยการต้องส่งสำนวนพร้อมความเห็นให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณา ถ้าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ก็ต้องส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาด และหากมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว ผู้กล่าวหา ผู้ต้องหายังมีสิทธิร้องขอต่อพนักงานอัยการเพื่อขอทราบสรุปพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 146 ซึ่งผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบการทำงานเจ้าหน้าที่ และเหตุผลที่ไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้อยู่แล้ว นอกจากนั้นหากภายหลังมีหลักฐานใหม่ก็ยังสามารถขอสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาใหม่ได้อีก จึงไม่มีประเด็นน่ากังวลตามข่าวแต่อย่างใด
related