
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
จากกรณีที่ นายวิภาส วิมลเศรษฐ อ้างว่า ถูกรถแท็กซี่ คันหนึ่งพุ่งชน ระหว่างกำลังเดินข้ามทางม้าลาย กับเพื่อนแล้วอยู่ๆ รถแท็กซี่ ก็พุ่งใส่ แต่โชคดีที่ใช้เท้ายันรถไว้ได้ ขณะที่เพื่อนกระโดดหลบทัน จากนั้นคนขับรถก็เปิดประตูลงมาแล้วก็ต่อยเข้าที่หน้าของเขาได้รับบาดเจ็บ กระดูกจมูกร้าว หน้าด้านซ้ายช้ำ และได้วินมอเตอร์ไซค์ แถวนั้นเข้าช่วยเหลือ
ขณะที่ทีมข่าวสปริงนิวส์ ได้รับคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นเหตุการณ์ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุดังกล่าว โดยมีข้อความท่อนหนึ่งที่คาดว่าจะเป็นเสียงของนายชาคริต ชมเชย แท็กซี่ที่ขับรถคันเกิดเหตุ ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการป้องกันตัว ทีมข่าวสปริงนิวส์ จึงโทรศัพท์ไปสอบถาม นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับคำจำกัดความ ตามกฎหมาย ถึงเรื่องการป้องกันตัวของกรณีที่เกิดขึ้น
โดยนายปรเมศวร์ ให้ความเห็นว่าตามกฎหมายจำกัดความคำว่า ป้องกันตัวคือ 1) ต้องมีภยันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัว 2) กระทำการพอสมควรแก่เหตุ เมื่อเหตุนั้นหยุดก็กระทำต่อไม่ได้ เพราะภัยหมดแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องถามว่าคนข้ามถนนเอาเท้ายันรถไว้ คนขับรถแท็กซี่ออกไปผลักเท้าออกรถ เรื่องก็จบ แต่นี่ไม่ใช่การลงไปผลักเท้าออกจากรถ แต่ลงไปทำร้ายร่างกายคู่กรณี จึงไม่ใช่การป้องกันตัว เพราะเหตุการณ์รถไหล อีกคนหนึ่งกระโดดไป อีกคนเอาเท้าดันรถ แต่คนขับรถแท็กซี่ ลงไปชกต่อยถือเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาท
ซึ่งเมื่อดูตามเหตุการณ์ คนข้ามทางม้าลาย เอาเท้ายันรถไว้ไม่ให้ถึงตัว ก็เข้าข่ายป้องกันตัว ส่วนการที่เอาเท้าดันประตู ต้องดูเจตนาว่าป้องกันไม่ให้คนขับรถแท็กซี่ลงมาต่อหรือไม่ ถ้าใช่ก็เป็นการป้องกันตัว แต่การกระทำของคนขับแท็กซี่ ไม่เข้าข่ายป้องกันตัว เพราะเรื่องน่าจะจบตั้งแต่ตอนเอาเท้าถีบรถแล้ว ค่อยลงมาคุยกัน ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะเข้าข่ายบันดาลโทสะมากกว่า การป้องกันตัว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง